ไม่หวั่นหวังวิกล (๓)

๓.

เขาเคยเขียนไว้ว่า

“คีตกวีไม่มีจริง

ศิลปินไม่มีอยู่

กวีคือหัตถหทัย

กวีก็ไม่มีจริง

คำบอกเล่าจากรอยเท้าและรอยมือ

ธรรมชาติคือดวงตา

สายลมนักผจญภัย

สายน้ำผู้อารี

ดวงอาทิตย์เป็นของนอกกายที่อยู่นอกโลกา

แสงสว่างผู้ลบรอยความมืด

ความมืดคือสิ่งที่เป็นอยู่มาก่อนทุกสิ่ง

แสงสว่างคือศัตรู

ความเคลื่อนไหวอาจมิเกิดขึ้นหากไม่มีแสงสว่าง

แสงสว่างคือกิเลส ผู้พรากอิสรภาพ

อิสรภาพหามิได้

ดวงตาและดวงจิต

ดวงตาคือประตูชั่วร้ายแห่งดวงจิต

คีตกวี ศิลปิน กวี เห็นทุกสิ่งและบรรยายภาพจากแสงสว่าง

กล่าวเช่นนี้มิใช่ให้เป็นศัตรูกับแสงสว่าง

ทุกสิ่งไม่มีอยู่

ศัตรู คือความสับสนแห่งจักรวาล

หน้ากระดาษศิลปิน ถูกปิดลงด้วยความมืด

เมื่อนั้น ไร้การเคลื่อนไหว ไร้การวิพากษ์วิจารณ์ ไร้จิต ไร้อารมณ์ ไร้วิญญาณ

ปิดเถิด

ลองอยู่ในความมืดมิด

ในนั้นมีกระดาษ ปากกา พู่กัน

ภวังค์มืดมิด

กวีในความมืดจับปากกา กระดาษ ฯลฯ

คีตกวีในความมืดจับปากกา กระดาษ ฯลฯ

จิตรกรในความมืดจับพู่กัน กระดาษ จานสี ฯลฯ

จงอยู่ในความมืด แล้วจะเรียนรู้

เปล่งอารมณ์ออกมาสิ   ระบายออกมา

ความกระหาย ความอยาก  ทุกอย่างที่เป็นความนึกคิดในยามมีแสงสว่าง

จะถูกเปล่งออกมา

โหยหวน โหยหา

ศิลปินไม่มีอยู่ มีเพียงเสียงแห่งจิตใจ

คีตกวี ร่ำเพลงแห่งแสงสว่างในความมืดมิด

กวี ร่ายกาพย์กลอนแห่งแสงสว่างในความมืดมิด

จิตรกร จะมืดบอด

ศิลปินเลือกที่จะตายหรือไม่?

ความสุขอยู่ที่ผลงานที่ระบายออกมาหรือไม่?

ศิลปินไม่มีอยู่

ทุกสิ่งไม่มีอยู่จริง

สงบเถิด

ศิลปินอาจเกิดมาในที่แสงสว่าง

แต่หากอยากจะค้นหาคำตอบของชีวิต

ถ้าหากรู้ต้นกำเนิด แท้จริงว่ามันคือความมืดมิด

ปิดตา ตั้งสมาธิ

ทุกสิ่งจะเคลื่อนไหวอย่างสงบ”

 

เขาเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วจะทำอะไร อดีตเขามีหลายคำตอบ บางครั้งก็สับสน บางครั้งก็แน่วแน่  แต่ตอนนี้เขามีคำตอบแล้ว

เขาแกล้งหยุดหายใจเป็นเวลานานๆ ตาเหลือกขาว ปล่อยร่างกายให้เหมือนอยู่ในท่าตาย เขาอยากลองตายดู และเชื่อว่าเขามีความคิดเหมือนกับหลายๆคน  คือเค้าอยากตายไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะตายด้วยอุบัติเหตุ หรือร่างกายล้มเหลวทางใดทางหนึ่งก็ตาม  แต่เค้ายังรู้สึกแคร์คนรอบข้าง เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ

นี่ก็ผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว จะกี่ปี กี่เดือน กี่วัน กี่ชั่วโมง กี่นาที เขาทำเป็นไม่รู้จักเวลา และเข้าข้างกับเรื่องมายาคติของเวลา

เอื้อ…  ข้ากำลังจะตาย  เขาจินตนาการว่าตนคุยกับนก เขากำลังวาดหวังที่จะตายอยากมีความสุข ด้วยว่าจะมีเสียงร้องของนกร่าเริงข้างหูเขา ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ เขามีจิตใจพอที่จะพอใจในความสุขเพียงเล็กน้อย

แต่แล้วก็มีความคิดของความเศร้าเข้ามาครอบคลุมจิตใจ  บางครั้งเขาก็อยากตายแบบหมดหวัง  หมดกำลังใจ หมดสิ้นทุกสิ่ง  มีแต่ความเศร้าที่ปิดตาลงไป บางครั้งเขาก็หลงรักน้ำตามากกว่าคำว่าศิลปิน

แล้วน้ำตาเขาก็หลั่งไหล เมื่อเขารู้สึกตัวเองว่าหลงรักน้ำตาเกินกว่าคำว่าศิลปิน …. เขาจูบน้ำตาครั้งหนึ่ง

                เขาไม่อยากเป็นศิลปินอีกครั้งหนึ่ง เขาอยากเป็นผลงานศิลปะ เขาอยากเป็นวรรณกรรม ดนตรี รูปถ่าย ภาพยนตร์ ฯลฯ โดยเฉพาะน้ำตานั้น  เขาอยากเป็นผลงานศิลปะที่หลั่งน้ำตาออกมา เหมือนดั่งที่ ดนตรีก็ร้องไห้แทนฉัน บทกวีก็ร้องไห้แทนฉันไปเสียหมด

                ศิลปะทุกชิ้น ร้องไห้แทนฉันหมดแล้ว  บางครั้งเขาอยากรู้สึกว่าตัวเขาหม่นไหม้ด้วยตัวเอง เพื่อให้น้ำตาที่จะไหลด้วยความระทมขมความเศร้านั้น ยากที่จะหลั่งไหล เพราะไอร้อนทำให้มันเหือดแห้งก่อน  เขาจึงอยากเป็นเพียงศิลปะที่ร้องไห้ออกมาได้  เขาไม่อยากถามอีกแล้วว่าแล้วใครจะสร้างเค้าเป็นผลงานศิลปะ

                เขาบอกว่ารองลงมาจากการรักในน้ำตา นั่นคือเขารักความโศกเศร้า เขาบอกว่า มันทำให้ชีวิตปวดร้าว และขดกลมอยู่กับที่ได้นานที่สุด  เขาไม่ต้องการความสุขที่โลดเต้น หรือความสุขทางใจที่สงบเกินไป เขาบอกว่าความเศร้านั้นมันกำหัวใจของเขาไว้แน่น  กำให้เจ็บปวดอยากจะตาย แต่ว่ารู้ว่ายังมีชีวิตอยู่  และความเศร้าทำให้เขาเลือกที่จะอยู่กับตัวเอง

                และความเศร้าคือหัวใจใส่กรง ที่ถูกหิ้วไปในโลกอันขมขื่น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s