ไม่หวั่นหวังวิกล (๔)

๔.

                “เธอคือผู้สรรสร้างความระทมเศร้าให้ข้า  เพราะข้ารู้ว่าเมื่อรู้จักความสุข  หรือมีความสุข  ข้าก็จะรู้ว่าความเศร้าที่เจ็บปวดที่สุดนั้นเป็นเช่นไร  ข้าจับเจ้าอยู่ในกรงหัวใจของข้า เจ้าจะโบยบินเป็นอิสระได้แต่ในกรงหัวใจของข้า”

เมื่อครั้งอดีต เขาเคยบอกกับนกของเขาว่า “ได้โปรดเถิด โปรดทิ้งฉันไป ให้ฉันรู้จักความเศร้าระทมที่สุดแห่งจักรวาลเถิด  แต่ถึงแม้เธอไป  รู้ไหมว่ากรงหัวใจที่ฉันสร้างขึ้นก็ยังคงมีเจ้าที่บินอิสระในกรงหัวใจฉัน  เพราะฉันไม่ได้พรากวิญญาณเธอไป”

“เธอจะสามารถร่ำร้องบทเพลง ในกรงหัวใจเพื่อขับกล่อมข้าในยามโศกเศร้า เธอไม่เคยจากฉันไปไหน ร่ำร้องเถิด”

“เมื่อไรฉันจะมีปีกบินได้ดั่งเธอ ฉันจะได้ไม่ต้องขังเธออยู่ในกรง แต่บัดนี้ฉันรู้แล้วว่าความรักได้หลอมปีกให้ละลายหายไป เพื่อให้รักคงอยู่ ไม่ต้องไปโบยบินที่ไหน อยู่ในกรงหัวใจฉันเถิด”

“กวีของฉันจะเป็นดั่งสายลมที่จะโบยพัดให้เธอขนพองน่ารัก  และฉันจะเฝ้าดูเธอในกรงหัวใจของฉัน”

“ฉันเป็นนักสร้างกรงผู้ยิ่งใหญ่แห่งตัวตนฉันและเธอ”

“ใครสร้างกรง อย่าเอ่ยถึงพระเจ้าเลย ใครสร้างโลกให้ฉัน”

แล้วใครเล่าสร้างความวิกลให้ข้า?

            ไม่สิ ความวิกลมิได้มีด้วยข้ากระนั้นหรือ
ความกังวลหรือที่สร้างความวิกล

หรือเธอคือความกังวลของข้า เธอหรือใครเล่าที่สร้างกรงนั้นขึ้นมา ด้วยความระแวดระแวงของแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆลับหายไปจากหมู่เมฆอันหนาทึบ หลบไปสู่รัตติกาล กรงมืดคือความกังวล เสียงร่ำร้องบทเพลงอันได้แรงบันดาลจากความโศกาของเธอเองได้หวีดโหยหวนสะท้อนก้องไปก้องมาในกรงมืด จนข้าคิดว่าเสียงนี้มันสร้างกรอบกรงนี่ขึ้นมา แม้ในยามที่ไม่มีเสียงร่ำร้องโหยหวนออกมาในกรงมืด แต่ทว่ากลับกลายเป็นกรงดวงใจที่ร่ำร้องกึกก้องในกบาลยามที่ข้าอยากจะร่ำร้องบทกวี ความกังวลกลับกลายเป็นวิบากกรรมแก่ข้า และอนาคตกาลที่นับถอยหลังมาเป็นปัจจุบันนั่นเองที่สร้างความกังวลกังวานในกมล อนาคตอนันต์ได้โอบล้อมกอดปัจจุบัน และหายไปในอดีต เพื่อไปตกตะกอนในกมลและดวงใจให้หนักหน่วง ยิ่งอนาคตตามกรูพุ่งเข้าสู่ปัจจุบันของข้า อดีตก็กองขึ้นมาในกรงจิตใจ และเธอซึ่งอยู่ในกรงจิตใจของฉัน ก็ยังคงลอยเคว้งอยู่ในมหาสมุทรแห่งอนาคตอนันต์

ข้าคงถูกเฆี่ยนด้วยคำตำหนิแห่งลมสลาตัน รอยแผลแสยะแขวะออกมาให้หนอนชอนไช และนี่เองความขืนข่มซึ่งประงมข้าให้รอยแผลนั้นปลอบประโลมด้วยสายน้ำแห่งอนาคตอนันต์ คำตำหนิสร้างความกังวลแก่ข้า ณ บันไดนรกในบ้านอันสับสนแห่งความเข้าใจผิดในพระธรรมซึ่งถูกฉาบด้วยความไม่มีตัวตนและกราบศิโรราบโดยเจ้าแห่งลมสลาตัน มีเพียงสี่คนและผีเฝ้าบ้านเท่านั้นที่รับรู้เหตุการณ์ที่จะก่อความวิกลให้แก่จิตใจ หากจะให้ผ่านไปอีกนานไม่มีสุดสิ้น ฆาตกรรมก็คงเกิดขึ้นเวียนวนอยู่ในบ้าน วิญญาณแห่งลมสลาตันคงหามีไม่ด้วยความเข้าใจผิด เพราะคิดไปว่าไร้ซึ่งตัวตน แต่แรงอาฆาตก็ยังฟาดฟันจิตวิญญาณอื่นให้เจ็บเสียดเสียวดั่งมีดอันเย็นเฉียบได้เสียบเฉือนกระดูกชั้นในจนเกือบขาดท่อน และฝังอยู่ในสุสานน้ำแข็งที่จิตวิญญาณมิอาจตาย และมิอาจขุดผุดขึ้นมาได้

สายตาของผู้หวังดีหลายต่อหลายท่าน ได้มอบความกังวลแก่ข้าด้วยการให้ข้าวางแผนการอนาคต หากแต่ดนตรีที่ไร้ทางออกกลายเป็นปัจจุบันให้ข้าได้ก้าวไป ไม่ใช่สำหรับอนาคต แต่สำหรับการก้าวเดินให้เธอซึ่งอยู่ในกรงจิตใจฉันได้เกาะกินด้วยกันในความรัก ที่มีจิตวิญญาณทอใยซึ่งกันและกัน และความหวังดีคือความปรารถนาในกรอบอันจำกัดจำกวมในโลกแห่งการสร้างและทำลาย
สุนัขของเจ้าแห่งลมสลาตัน ก็ยังคงเห่าหอนบุตรธิดาที่ตั้งชื่อเรียกมัน ข้าเองยังมิสามารถฟาดฟันด้วยสายตา เนื่องด้วยความรำคาญในเสียงเห่าหอน และข้าจำต้องผละจากมัน ไม่แยแส แต่การที่มันหาได้ผูกมิตรกับฉันไม่นั้น นั่นคือการสร้างศัตรูทางอ้อมที่ข้ามิอยากจะเลือก แต่ความรู้สึกกลับครอบงำให้ข้าต้องเป็นศัตรู… ศัตรูต่างสายพันธุ์…ดูแล้วกลับกลายเป็นเท่าเทียมเป็นวรรณะเดียวกัน เสียงเห่าหอนของพวกมันก็กังวานในกบาลจนคิดสิ่งใดไม่ออก และนั่นก็ได้สร้างความกังวลแก่ข้า

ความวิกลมิได้ถูกสร้างหรอกหรือนี่ ดูเหมือนทุกสิ่งเกิดขึ้นไปตามธรรมชาติ ข้าเองก็คงไม่หวั่นหวังวิกล เพราะข้าต้องหยั่งถูกแน่แท้ว่านี่คือธรรมชาติ เป็นธรรมชาติอนันต์นี้แน่

และข้าก็เขย่ากรงหัวใจนี้ดูทีนึง เพื่อดูเธอที่ต้องหวั่นตระหนกอยู่ในกรงมืดนี้

(มีต่อ เมื่อจะมี)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s