ไม่หวั่นหวังวิกล (๗)

อย่าเลย อย่าร้องสะอื้นรวดร้าว ใช่ จดหมายนั้นที่ข้าเขียนเมื่อแรกร่ำโหยโปรยรักสู่เธอ ความสัมพันธ์ยืนยงทางจิตวิญญาณความรัก จดหมายนั้นอาจจะหายกลืนไปกับการคั่นหนังสือเรื่องเวลา อย่าเลย อย่าร้องสะอื้นรวดร้าว ข้าเคยบันทึกคราวโน้นนิว่า หากเจ้าได้อ่านคำมั่นนี้แล้ว จิตวิญญาณรักนี้แหละที่เป็นความรักส่งไปแก่เจ้า จดหมายนี้มิอาจลืมเลือนไปจากวิญญาณเราสอง แม้บันทึกบนกระดาษนั้นจะหายไปในภพหรือราตรีหรือจักรวาลใด ก็ไม่ค่าควรเท่าความรู้สึกลึกล้ำนี้

บางครั้งข้าอยากโอบแสงดาวด้วยอุ้งมือทั้งสองของข้าให้ชุ่มจิต เหมือนดั่งที่ข้าโอบน้ำจากสายวารีบริสุทธิ์ ข้าอยากโอบกอดเจ้าแนบอก แลสัมผัสกลิ่นหอมจากเส้นผมของเธอ

ความปรารถนา โอ อย่าได้หักห้าม ไม่มีประโยชน์ ปล่อยให้กลางวันผ่านไปสู่กลางคืนตามปรกติเถิด จันทรามิอาจทอแสงในเวลากลางวัน แลดวงอาทิตย์มิอาจทอดเงาลงบนผิวน้ำในเวลากลางคืน

ในสวนหย่อมข้างหน้านี้ มีบ่อน้ำที่แห้งเหือด สิ่งสามัญสถิตอยู่กับสายลมที่ไม่อาจปลิดปลิว คะเนจากแสงแดดที่จ้าแจ้งแล้วน่่าจะเป็นเวลาเที่ยงแก่ๆ ผู้หญิงผิวขาวอมเหลืองคนหนึ่งตะโกนก้องออกไปรอบนอกสวนหย่อมแล้วหลบไปหลังต้นไม้ ไม่ถึงนาที มือข้างหนึ่งก็ยวบผละลงบนผืนหญ้าแห้งสีน้ำตาลอ่อน ตามด้วยร่างที่สลบร่วงพับลง คงจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในละแวกนี้

ข้านึกอะไรออกว่าจะเดินออกไปตามทิศที่เด็กผู้หญิงคนนั้นตะโกนออกไปอย่างไม่สงสัย แต่ก็กลับมาสงสัยอีกครั้ง เมื่อเสียงตะโกนนั้นมาสะท้อนเอาตอนที่ข้าเดินออกไปได้ราวๆเจ็ดนาที เสียงสะท้อนก้องแห่งปรารถนารึเปล่านั่น

ยังนึกถึงนักเขียนผู้ให้นางในบทกวี สวมแหวนหมั้นให้เธอด้วยวงแหวนของดาวเสาร์ ในนามธรรมแห่งความยิ่งใหญ่ คงจะตกลงไปในบ่อน้ำที่แห้งเหือดเบื้องหน้า ด้วยฝุ่นผงแห่งจักรวาลที่รวมธาตุความรักนั้นด้วยความอัศจรรย์ คำมั่นสัญญาคือคำอาลัยต่อตัวเอง เมื่อพบว่าเป็นดั่งวิหคเหนือเวิ้งมหาสมุทรที่ไร้แผ่นดิน ไร้กิ่งก้านจากต้นไม้ เมื่อตระหนักได้แล้วนั้น ก็มิอาจคืนปีกแก่ฟากฟ้าผู้มอบแดนไพศาล ร่วงลงสู่ห้วงน้ำในห้วงหายใจสุดท้าย มหาสมุทรแห่งคำมั่นสัญญา

เมื่อดาวบริวารทั้งมวลรับแสงแจ้งจ้าจากวิญญาณชีวิต รู้ไหมว่าใบไม้ยังกำพร้าต้นและราก ข้าอาจสามารถโอบอุ้มด้วยอุ้งมือหยาบกร้านประคองใบไม้ผู้ผ่านสุญญากาศจักรวาล ข้าอาจเติมจิตเข้าไปในวิญญาณชีวิตแห่งจักรวาล เมื่อเราปรุงเข้ากันแล้ว ข้าอาจเป็นดั่งแสงแจ้งจ้าที่ว่านี้ก็ได้

เสียงสะท้อนก้องแห่งปรารถนารึเปล่านั่น ข้าพเจ้าอยู่บนยอดเขาใต้รังเมฆ เสียงสะท้อนก้องไปมารอบตัว รอบสรรพสิ่ง ราวกับว่าวิญญาณของเด็กสาวเปล่งเสียงตะโกนต่อทุกอณูแห่งจักรวาล หรือนั่นคือสาส์นสำคัญที่ไม่มีใครสามารถสัมผัส

เมื่อจิตข้าปรากฎต่อหน้าข้าเอง ข้าก็พยายามทอดดวงตาแห่งจิตเป็นเส้นทางไปสู่เบื้องลึกใต้ดวงตาที่เร่าร้อน เปี่ยมด้วยความกระหายทางกาย ความคิดสำเร็จรูปแห่งการทำลาย, ความอยากทั้งมวล, และความอมตะ โดยเฉพาะอำนาจในการเสพ ข้าอาจเพิ่งเจริญวัยจนข้าเข้าใจว่าความงามนั้นมาคู่ความโสมม เมื่อข้าปรารถนาความงาม ก็จะเห็นความโสมมในจินตนาการ อันน่าจะเป็นสิ่งสามัญ ความงามนั้นอ่อนแอยิ่งนัก

แลความงามของข้าคือใบไม้ในจินตนาการ ซึ่งข้าอยากจะนำมาเป็นเครื่องดนตรีที่หลอมรวมไปกับข้า ข้าหยิบใบไม้งามที่สุดซึ่งร่วงจากจินตนาการ เป็นใบไม้สีฟ้าผ่องผุด ข้าแนบและเม้มปากให้เกิดช่องว่างระหว่างใบไม้กับริมฝีปาก ออกแรงเป่่าเพื่อให้เกิดท่วงทำนองที่ขับไปกับเสียงพฤกษ์ไพร เสียงลมพัดใบไม้ร่วง และเสียงอ่อนหวานของนก แต่ข้าเป่าได้ไม่ทันราตรีจะมาเยียน ใบก็แหลกขาด ข้านึกว่าจะรอจนใบนั้นแก่เป็นสีน้ำตาล เสียงเสียดสุดท้ายตอนที่ใบแหลกขาด ช่างคล้ายคลึงกับเสียงตะโกนของหญิงคนนั้นจริงๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s