ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๐)

ความงามแห่งยุคสมัย ประชาชนได้มอบบัลลังก์ให้ท่านในยามที่สับสน เราทั้งหลายจึงพากันสร้างผลงานที่บ่งบอกถึงสภาวะที่ไม่พ้นจากความตาย ยุคสมัยผ่านข้ามความตายของประชาชนและวาระสุดท้ายของยุคนั้นๆ แต่ละยุคจะกล่าวถึงความงามที่กล่าวขานกันแต่แรกเริ่ม เมื่อความหมายของความงามเพิ่มขึ้น มันได้ทับถมกันจนฟอนเฟะและไร้ความหมาย แต่กระนั้นเหล่าท่านก็ยังเข้าใจความหมายดีของความงามแรกเริ่มยามที่ท่านทั้งหลายได้มอบบัลลังก์ให้แก่ความงาม

ข้ากำลังพูดถึงเวลา ลมหายใจย้ำให้ข้าครุ่นคิดถึงเวลาที่สาบสูญ เพราะเมื่ิอข้าหายใจเข้า ข้าก็หายใจออก สลับกันไปมา เวลาสาบสูญ ข้าจะนึกถึงความงาม กระทั่งนิรันดร์นั้นหาใช่เวลาที่สาบสูญแล้วไม่ ความเป็นนิรันดร์นั้นสถิตอยู่ในมนุษย์ผู้ปรารถนาความงาม

อย่าอ้างศิลปะ ข้าผิดหวังที่พวกท่านร่ำไห้อยู่ในสายธารแห่งความโศกของโลก ท่านรังสรรค์งานศิลปะจากพลังงานของการกินเนื้อสัตว์ เหล่าผู้อมตะได้กลืนกินความตายไว้ในหุบเหวที่ไร้สุนทรียภาพ ศิลปะ…สักวันก็จะถึงจุดจบ อันเราจะได้เห็นสุนทรียภาพที่แท้จริง ท่านอาจพบศิลปะในลำธารไม่ว่าในกระแสนิ่ง หรือกระแสไหล และสายตาท่านจะรับรู้ถึงการเหือดแห้งที่กาลเวลาได้ดูดกลืน แต่ศิลปินก็มักจะร่ำไห้ลงไปลำธารที่เหือดแห้งนั้น เพื่อจารึกความงามแห่งยุคสมัย

ความงามของเธอหลงมาในยุคสมัยของข้า กลิ่นอันอวลด้วยเสน่ห์ยวนให้ข้าโหยหาอดีตที่จะลงเอย วารีสะท้อนให้ข้าดำดิ่งในห้วงฝัน ฝันในทุกห้วงยาม ในขณะที่ข้าเฝ้าใจดูอารมณ์รักอันสะเทือนไหว ปัจจุบันได้กระเพื่อมน้ำให้สะดุ้งจากห้วงฝัน โอความงาม ความงาม ข้ายังคงใฝ่ฝันแม้อดีตร่ำไห้ แม้ดอกไม้ความรักได้ผลิบานในยุคสมัยของข้า แต่ข้าก็ยังโหยหาความงามในอดีต อาจเป็นความงามทรงจำนิรันดร์ ไม่มีบทกวีให้เธอ ท่วงทำนองพัดไหวปลอบโยนข้า ไร้บทสนทนา มีเพียงจินตนาการของข้าที่ตอบโต้กันไปมาเอง อาจเป็นบทสนทนาของเธอกับโลก ที่ข้าพร้อมจะสดับ ความลับมิได้ซุกอยู่ในความเงียบงัน มันเปิดเผยในยามที่เธอทรมาน ข้าเห็นในจินตนาการ

ลมแห่งโชคชะตาพัดเกสรดอกไม้ เกสรอันอ่อนโยนและเบาหวิวเกินควบคุม ความวิกลนั้นก็อ่อนโยนและเบาหวิวดุจเดียวกัน

โอ้กลางสวนนั้น หญิงสาวในสภาพปวกเปียก ลอยทั่วฟ้าราตรี ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ภาพนั้นเลือนหายไปที่สายหมอกบนม่านตา ข้าเฝ้ารอคอยกลิ่นหญิงสาวตลบอวลอีกครั้ง แต่เสียงไวโอลินแทรกผ่านความทรงจำ ข้าจึงได้กลิ่นหญิงสาวอีกคราหนึ่ง

มนุษย์ยังจมอยู่ในความงามของยุคสมัย เมื่อเครื่องดนตรีเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เสียงของโลกจึงเปลี่ยนผัน
ชีวิตคนเราเป็นความจริงที่ออกมาจากห้วงฝันในครรภ์ของวัฏจักร ความตายคือจุดจบของยุคสมัย ชีวิตใหม่เพิ่งออกจากครรภ์ของวัฏจักร ภาพจำลองในเมืองอันรวมไปถึงการดำเนินชีวิตของผู้คนในเมือง หาใช่ความฝันไม่ มันคือภาพจำลองแห่งยุคสมัย ความเงียบพบจุดจบแล้ว ความตายของความเงียบไม่มีใครนึกถึง วิญญาณซากผีของมิติโลกจึงดังกึกก้องอยู่ในมิติซึ่งไร้ยุคสมัย ไร้ครรภ์แห่งวัฏจักร

เมื่อข้าหยุดร้องไห้หลังจากความเสียงแห่งความวุ่นวายภายนอกได้จางหายไปกับราตรีที่ดวงจันทร์ไม่โดดเด่นท่ามกลางแสงไฟถนน ข้าจึงนึกถึงลมหายใจซึ่งดังมากสำหรับราตรีในร่างกาย ข้าจึงกลั้น…ฮึก…กลั้นอีกครั้ง เสียงร้องไห้

แม้ข้าจะกลั้นหายใจได้นานถึงหกนาทีแล้วก็ตาม ในราตรีที่ข้าคิดว่าเงียบสงัดที่สุดแล้ว ข้าเริ่มกลัว ความตายกลับกึกก้องในกมล เพราะข้ายังไม่สามารถตายจริงได้ เสียงหัวใจของข้ายังเต้นเร้าสนั่น จึงเริ่มกังวลว่าเมื่อใดข้าจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นช้าลงไปพร้อมกับเสียงที่แผ่วลงไปสู่ความตาย ข้าจะยินเสียงแห่งความสง่านั้นไหม เมื่อข้าคิดว่าความเงียบนั้นมาหลังจากความตาย

รอวันที่ความรักถูกฝังเคียงข้างความเงียบ โหราศาสตร์จะอุโฆษ เมื่อลมหายใจลับไปจากจักรวาล กาแล็กซี่และดาราศาสตร์จะดำเนินไปในจักรวาลสีขาว หมาวัดยังคงเต็มวัด ท่องพระไตรปิฎกตามหลังอภิมนุษย์ เถ้าองุ่นในพระวิหารจะร่วงเฉาไปทั่วแผ่นดินโลก เหลือปลาในน้ำที่พยายามติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ปรับตัวเผื่อแหวกว่ายไปในจักรวาลสีขาว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s