ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๑)

ปลายแสงเทียนแห่งหวังค่อยๆวาบหายเป็นความวังเวง ปลายกิ่งไม้แห้ง ใบไม้แก่ระบัดโบกปลิวในสายลมแห้งผากแห่งชีวิต ยังเลย ยังไม่มีสถานที่ใดที่ข้ากล่าวถึง อาจจะเป็นที่ปลายขอบจักรวาลที่ซึ่งสรรพสิ่งมิได้รู้จักโลก ขณะที่ข้ามิสามารถประพันธ์บทเพลงออกมาได้เลย ดนตรีอาจจะกริบเสียงอยู่ในความระทม แรงขับอารมณ์คั่งแข็งอยู่จนชินชา เมื่อความรักเป็นอิสระ ชีวิตจึงค่อยๆฉุดกระชากตัวเองออกจากเงาแห่งความตาย

แม้ในห้วงนี้ความตายยังคงมีชัยเหนือการมีชีวิต หลุมศพทั้งหลายเหมือนอุ้มครรภ์วิญญาณที่มีสายสะดือขึงขดอยู่กับความทรงจำแห่งกาลเวลา ทุกสิ่งนั้นพร่ามัวยามมีชีวิต ความตาย ความมืดมิด อยู่ที่ใต้เปลือกตา อันหมายถึงจักรวาลยังคงหลับใหล แต่หากเมื่อใดจักรวาลเปลื้องเปลือกตา สรรพสิ่งทั้งมวลย่อมมีความเป็นไป

อาจจะเป็นดวงตาแห่งการรู้แจ้ง ที่ลอยเคว้งในกาแล็กซี่ อิสระคือความว่างเปล่าไร้แรงขับดันที่จะมีชีวิต ผละตัวเองออกจากร่่างกายและวิญญาณ ผละไปจากความคิด ในแอกแห่งอำนาจของคำว่าอิสระ

ข้ากลั้นหายใจ นึกถึงวิญญาณหลังความตายของตัวเอง อันข้าไม่รู้ว่าจะออกจากชั้นบรรยากาศโลกไปท่องจักรวาลได้หรือไม่ ในเมื่อข้าเป็นอิสระเสรีจากอินทรีย์แล้ว

ข้าหยุดใฝ่หาความยุติธรรมมา 2500 ปีแล้ว ประชาชนนำอิสรภาพของตัวเองไปฝังตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ครั้นเมื่อทารกลืมตามองโลก การรับรู้, ความรู้สึกทำให้ตกเป็นทาส

หินแห่งความทุกข์ขมจมอยู่เบื้องลึกมหาสมุทรซึ่งไม่มีใครปรารถนาจะแหวกว่ายยอมตายไปเก็บมันขึ้นมา เหตุเพราะหินก้อนนี้จะยังคงอมความระทมอยู่ไม่เสื่อม จะรอกาลใด ที่มหาสมุทรจะเหือดแห้ง ถึงจะแห้งไป ก็คงจมอยู่ใต้เหวลึกอันไม่สามารถโลดเต้นได้ หากข้าจะหวังได้หรือไม่ ที่จะยินถ้อยคำแห่งความรักที่ฝังอยู่ในสุสานแห่งความยุติธรรม

ข้ายังมิอาจหลุดลุกจากสายตาของบุคคลที่ข้าให้ความสำคัญ ข้ายังระแวดระวัง พวกเขาพูดกันในวงสนทนาในจินตนาการของข้า ข้าเก็บความสำราญใจไว้ที่ซอกหลืบของถ้อยคำ อำนาจของผู้มีอิทธิพลทางจิตใจของข้า ทำให้ข้าอ่อนแอ อ่อนแอเกินจะลุกจากสายตาของพวกท่าน

อาจจะแค่ยามจำเป็นที่ข้าต้องควักลูกตาออกมา แล้วซ่อนไว้ในราตรีอันมืดมิด เพื่อให้ไม่กังวลที่จะหลีกเลี่ยงการเห็นแสงใด ข้าเดินไปในราตรีที่ว่่างเปล่า เพื่อพิสูจน์การเดินทาง ยามที่ข้าหยุดนิ่งในรัตติกาลอนันต์ ข้าจะเดินทางออกไปจากอินทรีย์ที่แห้งแล้งเช่นนี้ โดยปราศจากการเหยียบย่ำด้วยตีนอันอ่อนนุ่มของข้า จะไกลแสนไกลแค่ไหน จะเหนื่อยล้าหรือไม่ ข้ายังต้องครวญคิดอยู่หรือไม่ ข้าจะร่ำสำราญ แล้วฮัมบทเพลงที่ข้าชอบที่สุดให้ก้องในกมล

เหล่ามนุษย์ที่เคยร้องร่ำบทเพลงเดียวกันด้วยความซาบซึ้งจิตใจ ซ้องสมานสานบรรเลงในอุดมคติ บัดนี้เป็นต้นไป พวกท่านจะถูกตัดลิ้น จะเปลี่ยนเป็นเสียงร้องระงมระทมรวดร้าวจิตใจ พวกท่านจะเหลือเพียงดวงตาที่จะร่ำหลั่งน้ำตาจนเหือดแห้ง เพื่อเป็นลำธารสายใหม่ของผู้ใฝ่ฝันอุดมคติในยุคต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s