ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๒)

 

ในสภาวะภวังค์ของข้ายังไม่แน่ใจถึงการสัมผัสอากาศ หากอยู่ในความเป็นจริงที่เราไม่สามารถหลุดออกจากร่างกายได้เลย

นานนับเกือบปีแล้วข้าอยู่ในเมืองแข็งคอนกรีต และจิตสภาพนั้นเข้าขั้นแข็งกระด้าง ไร้ซึ่งความอ่อนโยน การพเนจรดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ขัดสนอย่างข้าที่มีความกังวลต่างๆนานารุมเร้าจนไร้ซึ่งสมาธิที่จะคิดว่าตัวข้านั้นเป็นอิสระจากทางโลก มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยในสังคมเมือง ชีวิตที่ต้องมีกินทุกมื้อ อุปสรรคหลักที่ข้าพอจะตระหนักได้คือการที่ข้าอยากจะเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งาน ทั้งๆที่ไม่อาจทำได้เป็นชิ้นเป็นอัน และมันพลอยทำให้ข้าพาลจะเป็นคนที่ไม่ทำอะไรเลย

โชคยังพอเข้าข้างข้าอยู่บ้าง ด้วยความที่ข้าไม่เคยตั้งหลักหมายฝั่งฝันไว้อย่างจริงจัง ข้าจึงพเนจรบนรถประจำทางแบบฟรี ทีแรกว่าจะกลับบ้าน แต่ด้วยความที่อยากจะให้คุ้มกับการได้นั่งรถฟรี ข้าจึงนั่งไปไกลจนสุดสายก่อนจะลงในสถานที่ที่ข้าไม่เคยมา ความตื่นเต้นพาข้าโลดเต้นให้เดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างที่ข้าเดินก็ได้แต่มองรถบริการที่ผ่านไปผ่านมาว่ามีสายไหนบ้างที่ฟรี และข้าก็เดินมาจนเจอท่าเรือ

มันน่าแปลกมาก ข้ารู้สึกตื่นเต้นขณะที่ข้ากำลังยื่นเหรียญจ่ายเงินเพียงแค่สามบาทเพื่อนั่งเรือข้ามฟาก หมุดหมายใกล้เพียงแค่สะพานข้ามฟากเท่านั้น แต่เมื่อข้ารับลม และนั่งริมๆพอจะให้มองทัศนียภาพข้างหน้า ข้ารู้สึกหวาดหวั่น เมื่อข้ามองน้ำที่กระเพื่อม โอ แม่น้ำช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน

วิญญาณพเนจรของข้าผุดขึ้นเหนือน่านน้ำอันกว้างไพศาล แลมิตรสหายเก่า, ลม ได้ปลุกวิญญาณข้า

ข้าจึงคิดไปถึงหากจะมีใครในโลกบ้างที่สถานที่ที่จะรับลมสหายให้จิตใจได้เป็นอิสระได้บ้าง อาจจะเป็นข้าเองที่จะเป็นคนเขียนถึงคนแรก และคาดเดาว่าเทคนิคสุดท้ายที่จะได้รับลมได้

หากท่านจะจินตนาการสิ่งใดแล้วเล่า ความเป็นไปในสถานที่สมมติ เรากำลังเดินไป เพื่อคบไฟแห่งสันติภาพ เหล่าท่านได้สร้างปราการแห่งความอ่อนน้อม

มนุษย์ตายซากบนกองฟืนแห่งวาระที่ไร้ค่า พวกเขาตักตวงเวลาเป็นดินกลบฝังร่างศพที่ทับถมกันเพื่อเป็นฟืนไฟแห่งความไร้สาระบนโลก ยมทูตถ่มน้ำลาย ในขณะที่นักบวชเป็นเพียงสายลมอันแห้งผาก อันไม่สามารถนำความฉ่ำชุ่มสู่ดวงใจมนุษย์ได้ ยมทูตตั้งนาฬิกาปลุกศพพวกท่านที่ยังไม่ยอมตื่นขึ้นจากความโหดร้ายบนผืนโลก มันจดจ่อดูกระทั่งนาฬิกาได้แผดเสียงเดิมๆออกมาว่าถึงเวลาแล้ว แต่เข็มก็ยังคงเคลื่อนผ่านไปเรื่อย กระทั่งยมทูตได้จุดไฟตรงเข็มนาฬิกา ดวงตาของยมทูตปิดลง กลบตัวเองในดินข้างหลุมฝังศพของมนุษย์อันไม่มีวันได้ผุดได้เกิดจากความไร้สาระของโลก

ข้าจดจ้องไปที่ชายนักแสดงละครเดี่ยวในโรงละครสีดำ ภายในห้องที่กระจัดกระจายไปด้วยความทรงจำระเกะระกะ เขาเปิดทีวีอันเป็นฉากหลัง ซึ่งฉายศีลธรรมที่เสื่อมทรามในกลียุคนี้ เหล่าผู้ชมในโรงละครนำดินมากลบนักแสดงให้อยู่ในหลุมศพแห่งโรงละคร โอ้ การแสดงเดี่ยวอันเปี่ยมจิตวิญญาณได้ดับลงไปแล้ว นักแสดงผู้นี้นำละครเขวี้ยงไปที่หน้าประตูนรก เขาผงาดขึ้นจากซากโรงละคร อ้าวปวงชนทั้งหลาย หลับตาลง กลบหลุมศพด้วยเปลือกตาของท่าน ลูกตาของท่านจะฉ่ำไปด้วยน้ำตา โรงละครอับเฉา

มนุษย์เอ๋ย พวกท่านไม่ได้พบความสุขจากจิตวิญญาณสงบ โลงศพของท่านจะสถิตอยู่เป็นดังโรงละครสีดำ ท่านจะโลดเต้นเสรีได้อย่างไรในโลงละครมืด สุดท้ายท่านก็อยากจะหลุดจากศพเป็นวิญญาณที่ต้องการอิสรภาพ แล้วเหตุใดเล่าที่วิญญาณเสรีของท่านไม่อาจหลุดจากร่่างที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้

มันเป็นภาพรางๆที่ข้่ายังจำได้ ภาพอนาคตที่ข้ามักจะเฝ้าฝัน อาจจะเริ่มรางเลือนเมื่อข้าลงลำเรือออกสู่มหาสมุทรอันเวิ้งว้าง

บนกระจกพร่าเลือน ภาพรางๆเป็นดั่งหมอกควัน ความฝันมักเลื่อนลอย บนต้นไม่ใหญ่ตระหง่าน ชุ่มชื้น ลมพัด ชาวไร่ผู้ร้อยเรื่องราว โรงละครกลางทุ่งนา รุ้งจาง ฟ้าสว่่าง พักดื่มน้ำริมลำธาร เลื่อนลอย ขุดหลุมศพไว้นานแล้ว ดอกไม้สีสดกลับผุดขึ้น มนุษยชาติกลับคืนชีพ

เม็ดข้าวในมือของศพชาวนา สลายสู่ผืนหญ้า ความฝันแลเม็ดข้าวสลายไปพร้อมกัน

มันเป็นภาพรางๆที่ข้าจำไม่ค่อยได้เสียแล้ว ข้าคิดถึงโรงละครของซากศพ ซึ่งสร้างจากโครงกระดูก จิตวิญญาณและความนึกคิดจางจืด การเริงระบำระบัดใบ นักแสดงเดี่ยววิ่งมาที่หน้าทางเข้าโรงละครของซากศพ มาพร้อมหญิงสาวงามผ่อง ทันทีนั้นเขาบอกนางให้ชำแหละเขาให้เป็นชิ้น แล้วนำกระดูกของเขาไปตอกปิดประตูโรงละครนั้น ส่วนเลืิอดนั้น ให้ธรณีนั้นสูบไปเถิด

มนุษยชาติสมบูรณ์แบบแล้ว ลมหายใจของเราคือพลังวายุ ความตายมีพลังยิ่งที่จะหยุดวายุนี้เอง โลกของเราสมบูรณ์แล้ว ดวงจันทร์คือฤดูกาล หญิงสาวคือความหมาย หากความตายแผ่ขยายตราบดับสิ้น ความมืดจะเปล่งความหมายแห่งมิตรภาพ และความสว่างจะเข้ามาแทนที่ภายในห้วงจิตใจของผู้บริสุทธิ์ เราทุกคนยังร้องไห้ ความโศกาดูรยังแผ่ไปทั่วสวนแห่งความหวัง เราเองยังเหยียบย่ำวนเวียนอยู่ในสวนนี้

มันสั่งให้ท่่านร้องไห้ ปากกระบอกปืนที่เล็งมานั่น ท่านไม่อาจร้องไห้ ความยุติธรรมจมในโคลนตม ซึ่งเพื่อนพ้องของท่านก็ยังขลุกอยู่ในโคลนตม ปากกระบอกปืนจะลั่นความตายให้ท่าน อาจจะเร็วไปหน่อย อีกเดี๋ยวราตรีก็ห่มคลุมท่านให้นอนสบายเหมือนเด็กในอุ่นอ้อมอกมารดา

ข้ายืนแห้งกรอบตายอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ระหว่างความตายและการมีชีวิต ระหว่างความจริงและความฝัน ณ กึ่งกลางที่มิอาจสื่อสาร

ข้าได้เห็นภูเขาอีกครั้ง ความทรงจำแห่งม่านเขียวขจีนั้นได้ชุ่มฉ่ำอีกครั้งบนม่านตาของข้า ข้ากลับตกตะลึงเกินไปเมื่อนึกขึ้นเพ้อเกินไปว่าข้าอยู่ในสวนสวรรค์ เพราะนั่นเป็นเพียงภาพที่อยู่ริมทางถนน และความเป็นจริงที่เศรษฐีและนายทุนนั้นได้เขมือบพื้นที่ของโลก แม้แต่ความก้าวหน้าได้ครอบครองแทบทุกสิ่งทุกอย่าง สถานที่ที่คนยากไร้อยู่ก็คงยังอยู่ในสวนอีเดนที่นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างขึ้นมา

เรากำลังสร้างอาณาจักรส่วนตัว ปลูกต้นไม้แห้งๆกันคนละต้นไว้ที่หน้าบ้าน นำกรอบรูปคู่รักในจินตนาการที่ไม่มีใบหน้า นาฬิกาห้อยเป็นสร้อยเคารพ ไม่มีกลางวันกลางคืน มีแต่แสงไฟนีออนสว่างจ้าในห้องเหลี่ยมเล็กๆ

นั่นเองเสียงคลื่นทะเล สูดหายใจลมบริสุทธิ์ โอ้ ท่านยืนอยู่เหนือทะเลภายใต้แสงละมุนของดวงจันทร์แต่ก็ยังไม่ได้ยินท่วงทำนองจากคลื่นลมเลยหรือ ผายมือออกดู หลับตาแหงนหน้ารับลม วิญญาณแห่งสายลมจะซึมสู่ราตรีในใจของท่าน นี่แหละนิรันดร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s