ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๔)

 

ดูดดื่มพลังมหาศาลในจุมพิตรวดร้าวเคล้าหมอกหม่นทุกข์ขมขจาย ทุกอารมณ์แห่งจักรวาลรวมความวิปริตแห่งรัก เรากอดรัดเหวี่ยงความรุ่มร้อนพัลวันในเนื้อหนังและวิญญาณ ฉานฉายแสงโรแมนติกวิกลกระจ่างฟ้า เมื่อสังวาสทั้งวาจาและวิญญาณ ข้ารักสุดขั้ววิญญาณ วิญญาณของข้าที่เคยหนาวเหน็บบัดนี้เร้าเร่่าเป็นไฟผลาญกาลเวลาที่แข็งตัว พลังของข้าสะท้านกระแทกระเบิดออก

เราอยู่เหนือเหวลึกมืดมิด จุมพิตจากจักรวาลขย่มเขย่าเธอ กอดรัดเธอแนบแน่นอกข้า ดมกลิ่นหอมจากเส้นผม เป็นกลิ่นซึ่งแฝงกลิ่นแห่งความเป็นนิรันดร์ไว้ แอ่งน้ำตาทะลัก อุ้มเธอขึ้นสูงเหนือข้า ในชั่ววินาที ความรู้สึกรักลึกซึ้งไหลทะลักเข้ากระแทกทรวงระทม แล้วโยนเธอสุดแรงลงไปในห้วงเหวมืด น้ำตาข้าไหลร่วงเร็วผิดธรรมชาติ เพื่อกระทบหัวใจเธอ และที่ริมฝีปากเธอ ให้เธอได้จุมพิตน้ำตาแห่งจักรวาล

เดินย้อนสู่ความเร็วแสงจากพื้นที่ไกลโพ้น นั่นคือไม่แน่ใจว่าอดีตนั้นรวดร้าวหรือไม่ เราจึงรักษาอุ้งมือเล็กๆในวัยแรกเกิดไว้ พลังงานบริสุทธิ์จึงพยายามประสานตัวตนอันอ่อนล้าและความแข็งแกร่งสุดโต่ง การถือกำเนิดจากวิทยาศาสตร์มีเพื่อเราจะเดินทางโดยลำพัง กับผู้กำกับในโรงละครวิทยาศาสตร์

ข้าพเจ้าพบว่่ายังมีความหฤหรรษ์ซ่อนอยู่ในหนทางพเนจร โอ้สิ่งสวยงามสูงส่งอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ส่งพลังความรู้สึกสั่นไหวตื่นเต้น เป็นน้ำตาแห่งความสุขที่ไหลอาบใบหน้าอันเศร้าสร้อยของข้า ทิวทัศน์ในอุดมคติทอดกว้างในความคับแคบ เสียงดนตรีกึกก้องดินแดนใหม่ หญิงสาวยังคงอยู่ในดินแดนลี้ลับ แต่ยังคงสั่นไหวตื่นเต้นจากการไม่ได้พานพบ คลื่นเสียงคำถามนามธรรมล้วงลับ สะกดจับจดข้าให้สะท้านจนอยู่ในสภาวะไร้ตัวตน ถามข้าเถิด ถามจนข้าสิ้นหวัง โอ้คลื่นเสียงคำถามนามธรรมล้วงลับ ข้าตอบคำถามด้วยใจสั่นระรัว ตอบแล้วตอบอีกเพื่อตอกย้ำสิ่งที่เคยตอบคำถามชีวิตในอดีต ความคิดในอดีตเสมือน มาสร้างความทรงจำร่วมกัน ในพเนจรเส้นทางเดียวกัน โอ้แต่นั่น เธอยังคงพกคำถามนามธรรมล้วงลับ เพื่ิอสิ่งใดกันเล่าปลายหางตาทอดสายใยให้กับความรักอันเป็นนามธรรมมืดหม่นได้เลย ปลายหางตาที่ผูกไว้กับความหมองเศร้า ใครเล่าจะรั้งเส้นที่โยงใยจากหางตานั้นได้ มิเช่นนั้นก็จะขาดโดยไม่รู้ตัวดั่งเช่นใยแมงมุมที่ทอดเส้นความหวังเอาไว้ สุ้มเสียงคำถามนามธรรมช่างไพเราะกึกก้องกมลข้ายิ่งนัก แม้แต่ศิลปินยังมิอาจตอบคำถามนามธรรมเหล่านั้นได้ ตราบเมื่อศิลปินออกจากความเป็นศิลปินไปแล้ว

ข้านั่งฟังความเงียบงันในห้องบินเพื่อลืมสุ้มเสียงนามธรรมที่กระทบจิตใจข้า เหนือแผ่นดินทั้งหลายที่ยังตลบไปด้วยเสียงเบื้องล่างที่คุกรุ่น เหนือน่านน้ำตาแห่งโลก เหนือแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความทรงจำ เหนือฤดูกาลที่แปรปรวน และอารมณ์มนุษย์ เหนือความปรารถนาที่บดบังความจริง เหนือความรักอันชุ่มฉ่ำ เหนือความทุกข์โศก ข้านั่งฟัง แต่ข้ามิอาจตีความความเงียบงันอันไร้ตัวตนได้ ข้าจึงระลึกความทรงจำถึงคลื่นเสียงนามธรรม อันทำให้ข้าสะท้านจนไร้ตัวตน นั่นคือความหลอกลวงหรืิอเปล่า อย่าได้ปิดกล่องความทรงจำนั่นเลย ข้าหยิบผ้าห่มคลุมความหนาวเหน็บอันเกิดจากจิตใจที่ว่างเปล่า และก่อกองไฟให้รุ่มร้อนไว้ชิดกาย ในห้องบินเงียบงันที่ข้ากำลังฟัง

ข้ายังนั่งฟังคำถามนามธรรมล้วงลับนี้ และแม้เธอจะไม่อยู่ในสายตา แต่ยังอยู่ในจิตใจอันว่างเปล่าของข้า และข้าก็ยังตอบคำถามนามธรรมต่อไปเพื่อให้ความมิอาจเอื้อมนั้นสามารถบีบรัดหัวใจข้าให้ปวดร้าวมากยิ่งขึ้น ข้ายินดีเช่นนั้นเพื่อความสุขของข้าเอง เธอยังคงถาม “อะไรคือสิ่งนั้น?” ข้าตอบเธอ “คือความพอใจในความเจ็บปวด” เธอไม่สามารถเข้าใจได้เลย แล้วยังถามทวนคำถามเดิมนี้ ข้าพยายามเพิ่มรายละเอียดเพื่อเสริมคำตอบ แต่เธอก็ยังมิอาจเข้าใจ แต่ไม่เป็นไร ถามข้าเถิด ถามจนข้าสิ้นหวัง

เสียงเพลงหยุดบรรเลง ข้าหลับตา และตอบเธอ “คือความพอใจในความเจ็บปวด” เสียงเพลงบรรเลงต่อ และเธอก็ร้องเพลงที่เธอชอบ ข้าร่วมบรรเลงคลอ มันเป็นสุ้มเสียงที่ดูเหมือนมิอาจจะเข้ากันได้ หลายๆเสียงเข้าผสมปนจนมิอาจแยกแยะความจริงออกมาได้ ความนามธรรมจึงไม่อาจแย้มคำตอบออกมาจากความซับซ้อน มันรัดรวมกันจนเป็นความเจ็บปวดของโลก จนไม่อาจได้ยินได้เลยว่า เสียงเพลงเริ่มหรือหยุดเมื่อใด

ข้าจะกลับไปดินแดนที่พึ่งค้นพบ เพื่อค้นซากศพที่แท้จริงที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา นำมาปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ และเติบโตอีกครั้งหนึ่งในดินแดนที่พึ่งค้นพบ เพื่อพบเธอในโรงไวน์อันดื่มด่ำ เธอยังเฝ้ารอในถังไม้โอ๊ค และข้าจะปลุกเธอให้มีชีวิต ข้าจะดื่มชีวิตที่ถูกปลุกจากอดีตกาลอันยาวนาน ดื่มซึมเข้าสู่ร่างกายจนข้าพบอีกดินแดนหนึ่งที่อยู่ได้แสนสั้น แต่นั่นทำให้ข้าร่วมสัมผัสเธอจนอิ่มเอม ในนิทราอันว่างเปล่า

อีกไม่นานข้าก็จะถึงดินแดนคร่ำครึวิกลแสนประหลาดอันจะทำให้ข้าพรากจากนิทราอันว่างเปล่า ในทุกราตรีที่ดื่มด่ำและครึกครื้น ข้าสามารถแยกจิตวิญญาณไว้ในทุกสถานที่ข้าไปเยือนมา แต่อีกไม่นานข้าก็คงจะลืม ข้าจำต้องอาศัยอยู่ในความยากจนต่อไป โอ ความยากจน นั่นคืออุปสรรคต่อการพเนจร

ดนตรีที่ข้าไปฟังมานั้นช่างรุ่มรวยชุ่มฉ่ำ บนผืนดินและตรอกแสงไฟเสน่หา รัตติกาลอันน่าค้นหา หญิงสาวที่ยังคงอยู่ใกล้และไกล ระยะทางของทุกสิ่งที่ไม่อาจเอื้อม ดนตรีทำให้ข้าพะวงคิดคะนึงอดีตและอนาคต แต่ความพะวงทำให้ข้าถูกสะกดอยู่ในท่วงทำนองสอดประสานแห่งปัจจุบันกาล แสงไฟริบหรี่ทรงเสน่และกลิ่นไวน์อันอบคลุ้งไปทั้งสมอง ลิ้นของข้ายังมิอาจชิมสเปนได้ทั้งหมด แรงบันดาลใจต่อการเป็นมนุษย์พุ่งทะยาน ความฝันถูกทลายไปกับความเมามาย หลอมรวมบางสิ่งให้ประจักษ์ขึ้น สิ่งน่าสะพรึงถูกท้าทายด้วยความหวัง จิตใจระทวยฝ่อฟีบยังหลบมุมอยู่ในซอกหลืบของหัวใจ มันช่างยากควบคุมจัดการ นับวันก็ยิ่งเติบโตตามมา

แสงหวังริบหรี่ลง พลังใจข้าอ่อนกำลังลง ปวกเปียกทางจิตวิญญาณ ธงวิญญาณของข้าโทรมและขาดลิ่วในสายลม โบกสะบัดความเจ็บปวดท่ามกลางห่าฝนที่กระหน่ำโจมตีข้า มีเพียงเสาไม้อมน้ำที่กำลังจะหักกร่อนลงไปสลายกับความอเน็จอนาจของแผ่นดินที่ไร้ที่ให้มนุษย์ไร้ค่าอย่างข้า มันจะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับหลักหมายบางอย่่างในชีวิต ข้าพยายามให้ความสำคัญกับมัน แต่กลับเป็นไปไม่ได้ ข้านั่นแหละที่เคยพยายามเป็นธงหมุดหมายโบกสะบัดความทะนงโดยไม่ใส่ใจสิ่งใด และเดินทางไปกับสายลม ข้าเดินทางไปกับสายลมโดยอาศัยจินตนาการ ข้าอยู่กับที่ตรงหลักมั่นของธงชัยแห่งชีวิต มันเป็นแรงบันดาลใจและอิทธิพลของข้า ข้าโอนอ่อนไปตามความไม่แน่นอนของสายลม ทำยังกับว่าตัวข้าเองจะเป็นเงาของสายลมนั่น โอ ข้าอ่อนแอปวกเปียกเสียจริง

โอนั่นคือการแต่งซากศพของความงามที่ข้าพึ่งได้เห็น วีรกรรมวิจิตรเป็นผลึกประกายจากความอ่อนแอและความบริสุทธิ์ เพราะนั่นคือโรคระกำของความนึกคิด แม้ในความเร็วสูง ข้ายังได้ยินเสียงเหล่านกร้องเสียงโหวกเหวกไม่ขาดสาย ในเส้นทางใดกันแน่ที่ข้ากำลังโบกสะบัดธงล้าเรี่ยวแรง
เพื่อบันทึกความทรงจำบางอย่างของเธอ ข้าจึงนำความโศกศัลย์มากองสุมไว้หน้ากองไฟ เฝ้ารอมันมอดไหม้ไปกับกาลเวลา เขาพยายามให้กาลเวลานั้นหมกไหม้แม้แต่อดีตที่งดงามเพียงใดก็ตาม ข้าตกใจที่ความสุขยังแข็งตัวไม่สะท้านต่อแรงเพลิงอันรุ่มร้อน มนุษย์ผู้ไม่เคยสำนึกผิดยามที่มีความสุข พวกเขาเริงร่าอยู่หน้ากองไฟแห่งความโศกศัลย์ของผู้อื่น

ดอกไม้ชั่วช้าสามานย์รำพึงรำพันถึงดวงดาราซีดซึม วาระสุดท้ายเผยแย้มกลีบ โปรยเกสรแห่งความตาย หัวใจระทมบวมระบมเต้นเกลือกกลั้วอยู่ในซากศพที่แห้งไปแล้ว ซึ่งจิตวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในหัวใจ ก่อนหน้าที่ริมฝีปากจะเผยอคำผรุสวาทสุดท้ายที่กราดใส่ดวงดารานั้น ไฟเคืองโกรธาได้ลุกไหม้ที่ริมฝีปาก มอดดับไปกับวิกาลอันวิกล

ใครจะใส่ใจซากศพเล่า ในเมื่อเนื้อหนังใหม่สุกปลั่งยังเต้นเร้าในโลกเริงร่า ในโรงละครก็ยังมีเรื่องเล่าใหม่ๆ ใครจะขุดศพผู้กำกับแห่งยุคเก่าขึ้นมาเล่า โอ้ อย่าพึ่งเปิดโรงละครที่กาแล็กซี่อื่นเลย อย่าให้ใครได้เรียนชีวิตผ่านละคร เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจกาแล็กซี่หรือจักรวาลสักหน่อย เพื่อเราไม่ต้องรับรู้ว่าโลกนี้มีผู้กำกับ หรือมีนักประพันธ์บทละคร จะได้รู้ว่ากาแล็กซี่นี้ไม่ได้ถูกใครกำหนดมา และพวกท่านไม่จำเป็นต้องรู้จักนักแสดง เราไม่ต้องการนักออกแบบ หรือผู้ประพันธ์ดนตรีที่สรรค์แต่งกาแล็กซี่หรือจักรวาลให้ปลอมยิ่งขึ้น และเพื่อสิ่งทั้งหมดนี้ เราจะได้ไม่ต้องถามหรือสงสัยสิ่งใด และเราจะจะได้ไม่ต้องสื่อสารอีกต่อไป เพราะความลวงนั้นออกมาจากวาทกรรมและจินตนาการของพวกท่าน เราเริงระบำร้องเต้นกับหมู่นกแร้งที่คอยจะขยุ้มกลั้วกลืนซากศพของท่าน เราต่างเต้นอยู่กับมัจจุราชและอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเรายังพร่ำเพ้อบทกวีที่เป็นต้นแบบแห่งคัมภีร์ทั้งมวล มนุษย์ผู้ต้องศึกษาและใคร่เรียนไม่รู้อนันต์

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s