ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๕)

ร่างร่ายในหมอกหมอง เธอคือนกนางนวลที่เจ็บปวด ร่างเส้นขอบฟ้าที่พร่าเลือน เธอคือสายรุ้งทะมึนและบิดเบี้ยว เราสัญจรกันในอาณาสุญญากาศ เราแบกก้อนปมระบมไปละลายที่วงแหวนระอุของดาวเสาร์ ดำดิ่งลงไปไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้รู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เราจะสัมผัสได้ เพื่อให้ความสงสัยมลายหายไปในกาแล็กซี่ที่ยังไม่เกิดขึ้น หากท่านยังเกิดความขุ่นมัวทะมึน ดั่งนกนางนวลระทมแล้วละก็ จงสลัดปีก สิ่งใดที่ทำให้เรารู้ว่ามีตัวตน ปีกไม่ใช่หรือ ลองดำดิ่งลงไปไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจะยังรู้ว่าท่านเหลือเพียงจิตใจที่แบกรับความรู้สึก เหลือความนึกคิดว่าสุดหยั่งไม่รู้อนันต์นั่นคืออะไร และท่านก็จะรู้ว่ามีเพียงจิตใจที่อยู่กับตัวท่าน ให้ท่านแตกสลายเป็นละอองจิต ให้จิตท่านแตกไปสู่ความดับสูญ เพราะเราต่างอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของวงกลมวงวัฏ ท่านจะทำเยี่ยงไร เพื่อให้เราต่างไร้อำนาจแรงโน้มถ่วง และอำนาจแห่งเวลา เราจะสลายเวลาได้เพียงชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น หากท่านไร้ความนึกคิด ความหยั่งจะดับสูญ และความตายมิอาจดับสูญจิตได้ เรายังคงร่างเส้นขอบฟ้าเพื่อบ่งบอกกาลเวลาปัจเจก และบินดั่งนกนางนวลระทม ร่างร่ายในหมอกหมอง ใต้ท้องฟ้าที่ดันท่านให้ตกอยู่ในคุก

เราจึงเริ่มสนทนากันถึงสิ่งกำเนิดใหม่ในอุ้งครรภ์ของซากศพของศาสดา จะหารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดมีหรือไม่มี ศาสดาผู้แสดงในโรงละครที่ไม่มีฉาก แต่เหตุใดที่ผู้ชมในโรงละครกลับเห็นฉากหลังชีวิตของศาสดา เห็นความนิรันดร์เป็นฉากหลังมหัศจรรย์ หากตัวตนของผู้อื่นเป็นฉากหลังแห่งชีวิตหนึ่ง ไม่นานฉากหลังนั่นก็จะกลายเป็นผุยผงกระดูกที่ปลิดปลิวพลันสลาย เสียงกระซิบจากการกระทำยังดังอื้ออึงเป็นบรรยากาศจับต้องกันเป็นฉากละครที่ฉุนเฉียว

เสียงดนตรีหายลับไปจากโสตของคีตกวี เขาจึงนั่งอ่านนิราศแห่งนิจนิรันดร์ หลับตาและมองมุ่งภายใต้จักรวาลมืดหม่นใต้เปลือกตา เพื่อแว่วฟังเสียงที่มาจากความเป็นนิรันดร์อันไกลสุดขอบความคำนึงซึ่งมิอาจรับฟังจากโสตของเขา เสียงแว่วไพศาลสัมผัสทะลวงร่างของคีตกวีราวกับจะสลายเป็นละอองจิต เขารู้สึกถึงท่วงทำนองจากตัวเขาแผ่เป็นพลังสู่มหาจักรวาลที่บอดใบ้

อาจเป็นคีตนีพนธ์ชิ้นสุดท้าย แสงหวังเหือดลับจากไป ความทะเยอทะยานแห้งแล้งกลางทะเลทรายแห่งความตาย ท้องฟ้าสีสดพลิกห้วงหัวใจสู่อาณาบริเวณอันว่างเปล่า ท่วงทำนองจะโอบข้าไว้ในอ้อมอกแห่งเสียงประสานและหลับตาสู่ห้วงลึกของความตาย ข้าจะล่องเรือโดดเดี่ยวออกไปสู่กลางห้วงมหาสมุทร สดับฟังคีตนิพนธ์ชิ้นสุดท้ายของข้าที่ทุกสิ่งทั้งมวลประสานเพลงแห่งความเข้าอกเข้าใจ ก่อนที่ข้าจะจมลงไปสู่เบื้องลึกใต้มหาสมุทรอันบอดใบ้

ระลึกถึงการกำเนิดอันบริสุทธิ์ สรรพสำเนียงดึกดำบรรพ์ ความหฤหรรษ์มิได้โลดเต้นกับความทะเยอทะยาน คราเมื่อข้ายังฟังถ้อยคำและความหมายจากบทกวีใบไม้ คราเมื่อครั้งยังเข้าใจว่าสายลมคือพาหะนำคำภาวนาที่จะประกอบพิธีกรรมกับปาฏิหาริย์ คราเมื่อครั้งแรงปรารถนายังไม่เบิ่งออกเพื่อรับการมาเยือนของแสงสว่างผู้พรากจิตวิญญาณทั้งมวล

ท่วงท่าลบเลือน ความทรงจำเบือนหนี ดั่งปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบัดดลนี้จะลับไปในเศษธุลีของเวลาล้านปี ข้าไม่สามารถสัมผัสได้ในห้วงเวลาของความรู้สึก ห้องหัวใจยังสูบฉีดเลือดของเธออยู่หรือไม่ มันแว่วจากจรไปจากหูข้าเสียแล้ว ดั่งทารกแย้มดวงตาออกสู่แสงสว่างเพียงครั้งเดียวในการมีชีวิต ดั่งความตายที่ไม่อาจเอื้อมออกจากราตรี ดั่งดอกไม้ที่แย้มกลีบงามวันเดียวแล้วเหี่ยวเฉา ไฟปรารถนาของข้าถูกผ่าซากด้วยความเย็นชา

ท้องฟ้าเจิดจ้าแสงตัดสีสันจากดอกไม้หลากสี บนยอดดอยสูง ข้าก็มิอาจครอบครองสถานที่งดงามอันเนื่องด้วยเวลาที่เรามิอาจครอบครอง ความทรงจำคือความนิรันดร์เทียมที่มนุษย์ฝังมันไว้ในซากเวลาที่ตายไปแล้ว โอ แต่แม้เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หญิงสาวย่อมมีความงามในท่ามกลางอาณาบริเวณอันดึงดูดห้วงหัวใจเช่นนี้ มีเพียงหญิงสาวที่จะชโลมความงามสู่ยอดหญ้า ดอกไม้งาม กระทั่งท้องฟ้าก็จะกระจ่างเปี่ยมสีสัน ในสายลมกลิ่นจากเส้นผมของเธอและภายในอันผุดผ่องบริสุทธิ์พัดปลิวสู่ธรรมชาติทั้งมวล

จึงเป็นเสน่ห์จากการกำเนิดใต้ร่มฟ้าบนยอดดอย จึงบริสุทธิ์ที่สุด จึงสดสวยเรียบง่ายอย่างที่สุด จึงเงียบงันท่ามกลางป่าใหญ่และถ่อมตนอย่างที่สุดเหนือความบ้าคลั่งของเหวมนุษย์

เอนแผ่นหลังลงนอนราบ ห้วงฟ้ายามราตรีคือเธอ ละอองดาวกลบปกคลุมม่านตาของข้า ริมฝีปากพลันชุ่มจากแสงละมุนเลียละเลียดประกบ หัวใจข้าเต้นเร้าเขย่าคำภาวนาปาฏิหาริย์ แผ่นฟ้ากดลง ประคองแผ่นหลังด้วยก้อนเมฆที่พลันนุ่มดังนุ่น ยกข้าขึ้นสู่ห้วงฟ้าราตรี แผ่นฟ้าขย่มเขย่าข้ากลางม่านหมอก ฝนตกจากก้อนเมฆที่โอบกอดข้า ข้ายินเสียงเงียบกริบอันไพเราะของเธอ ข้าบรรเลงดนตรีเร่งเร้าจากหัวใจ เมื่อเธอเปล่งเสียง ดวงดาวทั้งมวลพลันฉายแสงละมุนงามสู่โลก ท่วงทำนองเสียงประดับประดาร่วมประสานจากแดนดิน เสียงดับเบิลเบสรองคลอจากใต้แผ่นดินแผ่วเบาแต่อบอุ่น เธอคืออุณหภูมิของสรรพสิ่ง

ฉ่ำปลายมีดกรีดเย็น ฉีกเฉือนตีนกลางน้ำตื้นที่ไหลจากน้ำตกเลือดนางฟ้าสวรรค์ นางฟ้าสามัญมักพลันปรากฎต่อสายตาของข้ายามว้าวุ่นง่วนบันทึกอักษรนามธรรมจากเลือดของพวกนาง ให้ข้าเบือนเห็นความงามวิจิตรวิกลและรุ่มร้อนต่อเพลิงผสานกลิ่นเกศาหม่นไหม้ สูดความงามที่ใกล้สูญสลายไปกับสายหมอก ข้าต้องทอดถอนหายใจอีกครั้ง ยามที่ความงามปรากฎเป็นเงาทอดผ่านเพียงแค่เสี้ยวเวลาอันมีพลังดึงดูดมหาศาลต่อความหมายของความงามนิรันดร์ ความทรงจำจะเข้าครอบครองความลุ่มหลง ดวงตาของเธอสะกดความเป็นอมตะเอาไว้ ดูดเอาทุกลมหายใจของข้า ดั่งจะควักเฉาะขยำเอาปอดและหัวใจใต้แผ่นอกจนชุ่มโชก แต่ไม่เช่นนั้น รสจุมพิตจะอมตะสถิตอยู่และไหลล่องจากน้ำตกอัปสรสวรรค์

เห็นจิตรกรชราวาดรูปนางสวรรค์ องค์เอวเนินถันชันช้อยผ่องพรรณลุล่วงเฉิดฉายลงบนผ้าใบละเลง ‘เหตุใดท่านจึงวาดนางเพียงภายนอก’ ข้าถามตัวเองในจินตนาการ สุ้มเสียงจิตรกรเปล่งออกจากภาพนางที่จิตรกรชรากำลังวาดว่า ‘จิตใจของนางมิอาจบอกความรู้สึกใด ข้าจึงวาดนางแต่เพียงภายนอก ข้าวาดนางเพื่อให้ท่านหยั่งถึงจิตใจนางอันเป็นปริศนา ข้าเป็นเพียงจิตรกรชราผู้ไม่ริหยั่งตีความรู้สึกใดต่อสิ่งอันเป็นสมมติ’ จิตรกรชราพลันหายวับ เหลือแต่เพียงสุ้มเสียงที่แว่วออกมาจากภาพนางสวรรค์เปล่งก้องเป็นนิราศแห่งความงามนิรันดร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s