ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๖)

สุ้มเสียงคันชักไวโอลินกดลงเข้มขมึงดึงความรวดร้าวจากความไร้เดียงสา เป็นไปได้อย่างไรเล่าความไร้เดียงสาของเด็กสาววัยละอ่อน ใบหน้าอันบริสุทธิ์ แต่ดวงตาเธอคมเข้ม คิ้วของเธอขมวดความละเอียดอ่อนไว้ ครั้นเธอเงยหน้าขึ้น คื้วเธอคลายและหน้าผากเปิดออกรับอณูเสียงซ่านไปทั่วร่างอันผ่องผุด ช่วงแขนเธอรับน้ำหนักอันอ่อนไหวจากท่วงทำนองหวานซึ้งแต่อบอุ่น ช่วงเสียงสูงเสียดไล่ละเลียดเหมือนเคยผ่านจุดสูงสุดของความรู้สึก รู้ไหมว่าท่วงทำนองที่เธอrubatoนั้นมีความหมายต่อทำนองเพลงเดือนพฤศจิกายน ขอข้าใจสั่นไหวในเสียงvibratoอยู่เพียงลำพังกับเธอ บทเพลงในท่อนที่2วูบวาบอยู่ในจิตใจของข้า น้ำเสียงที่จางลงตอนจบphraseทุกครั้งทำให้ข้าหลงลืม หลงลืมว่าลมหายใจของเธอยังก้องอยู่ในความหมายของบทเพลง เธอพยักหน้าเมื่อเธอบรรเลงเหมือนดังว่าเธอกำลังสนทนาอยู่กับบทเพลงอย่างเข้าอกเข้าใจ สาวน้อยเอ๋ยข้าไม่อาจเข้าใจได้หรอก ข้าอยากจะหลงรักเจ้าหากข้าอยู่ในวัยเดียวกับเจ้า เสียงharmonicก่อนจบบทเพลงกระทบใจให้ข้านึกถึงอุดมคติอันสูงส่งระหว่างวัยชีวิตของมนุษย์ – ค่ำคืนเดือนพฤษภาละมุนด้วยแสงใดกัน

ซึ่งแท้จริงแล้ว นางจะถูกข้าจ้องมอง และข้าจะเคลิบเคลิ้มกับความงดงาม ถูกใฝ่ฝัน เป็นรางวัลแห่งหัวใจที่บีบอัด แก่ดวงตาล้าโรยแรง นางจะถูกบีบคั้นความปรารถนา โอ้ในจิตใจของข้ารำพึงแต่หญิงสาว เมื่อข้าบังเกิดความตื่นเต้น แผ่นดินแทบคลั่งโคลงกวี ไหวสะเทือน เพียงแต่ภายนอกข้านั้นคือทุ่งหญ้าราบลมสงบ แต่เมื่อพลันนึกถึงสวนดอกไม้หลากสี ข้าพร้อมที่จะเป็นภูเขาเฝ้ามองและรับกลิ่นหวลโชย โอสตรี นางทำให้มหาสมุทรแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ ผ่านม่านความรู้สึกนั้น ข้าจดจ้องไปที่ดวงตาคมคลั่งด้วยเวลานานนม หวังให้ดวงตาข้าประสานลึกเข้าไปจนจิตรวมใจเราเป็นผู้รอบรู้เรื่องรัก เราต่างปลดปลงในความเป็นอนิจจังของทุกสิ่ง จึงจดจ่ออยู่ที่ดวงตาตลอดอนันต์

พกเพ้อรำพึงถึงนางงาม สะท้อนกังวาลถึงความสดสวย รูปสวย เสียงรำพึงสะท้อนไปมาจนแปรปรวน

รัศมีแผดกล้า รากนั้นหยั่งไปสุดหรือยัง ข้าพเจ้าหวาดหวั่นเกรงกลัว สิ่งจอมปลอมในตัวข้าแผ่ขยายออกจนน่าขยาดแขยง ก้าวเดินออกมาจากจุดเริ่มต้นแต่ไม่เคยรับรู้ถึงจุดเริ่มต้น โอ้ลึกไปในดวงตานั้น มืดดั่งถ้ำ ข้ามองเข้าไป แสงสว่างพลันสาดเสียดสู่ดวงตาข้าพเจ้า บัดนี้ดวงตาข้าจึงมืดดั่งราตรีไร้แสงดารา และเพียงลำพังบทเพลงแห่งปฐมกาลดังก้องอย่างบ้าคลั่ง และภายนอกคือสตรีกลบหลุมสุนทรียภาพ อาณาจักรอันไกลโพ้นเปล่งรัศมี เหลือเพียงมือข้างเดียวที่เหนี่ยวจับอยู่ที่ปลายเขา เบื้องล่างคือหุบเหวแห่งสันติ

อาจเป็นสถานที่ที่ข้าจะสามารถยืน โอ สถานที่อันทรงเกียรติ ข้ายืนยิ้มรับ ข้าเฉิดฉายในหมู่พวกท่านทั้งหลาย กำเนิดจากครรภ์อันสูงส่ง อันข้าแตกฉานในทุกภาษา ข้าโอ่อ่าภาคภูมิและทะนง ไม่ว่าชนชั้นสูง คนมั่งมี หรือจริตสูงส่งก็ยังให้เกียรติ นามของข้าอุโฆษโสตสนั่น ผู้คนไหวสะเทือนและหวั่นเกรงในความยิ่งใหญ่ของข้า อัจฉริยบุคคลเปล่งรัศมี พวกท่านหยั่งรู้โดยทันทีถึงพลังอัจฉริยะ ข้าเรียนรู้ว่องไว คาดการณ์แม่นยำ ล่วงรู้อนาคต ข้าอยู่ต่อหน้าพวกท่านบรรเลงบทประพันธ์ของข้าเอง บทเพลงสูงส่งเสียดฟ้า

ในป่าใหญ่นั้นได้แผ่ความเงียบงันอันอึดอัด และข้ากำลังโต้ตอบบทกวีของข้าที่เขียนในยามที่ข้าชราภาพ ขณะที่ตอนนี้พลังทางศิลปะของข้าได้จางลับไร้ความหมายไปพร้อมกับวัยหนุ่มที่กำลังมุดคู้ไปอยู่ใต้หลุมศพความตาย

– คำพรรณนาถึงหญิงสาว –
ลึกๆแล้วเธอคือความงามที่ไม่ลับล่วงไปอย่างง่ายดาย จงหลับตานิรันดร์อยู่ในหลุมศพดอกไม้
แผ่นดินจะกลบความงามของเธอ เพราะลึกๆแล้วแผ่นดินทั้งหลายต้องการเธอ เธอที่ยังสาว ข้าจะใช้มือป้องให้ตาเธอหลับลง เพราะดวงตาของเธอนั้นสวยเมื่อต้องกับแสงอ่อนของดวงอาทิตย์ยามโพล้เพล้ เมื่อต้องสะท้อนแสงกับน้ำทะเล และเมื่อต้องสะท้อนกับดวงตาที่ไร้ประกายของข้าแล้ว ข้าจะโศกสลดตรมทุกข์ขณะที่เธอจะถูกยกสูงขึ้น ความงามของเธอ ความงามประทับอยู่กับเธอ แต่ไม่ลับล่วงไปง่ายๆ หลับตาลง เธอกำลังจะมีชีวิตใหม่ ความงามจะจากเธอไป เธอจะลุกจากหลุมศพดอกไม้นั้นด้วยความกล้าหาญ โอ้ ข้าจะประกาศต่อท่านทั้งหลายว่า มีหญิงสาวสดสวยอยู่มากมาย และข้าก็ครอบครองมาอยู่ในใจข้า คำพรรณนาต่อหญิงสาวของข้าในวัยหนุ่ม วัยที่ข้ายังใช้ดวงตามอง ข้าศรัทธาในดวงตา ข้ารักการมองสิ่งสวยๆงามๆนั้น ขณะที่ข้ามองทอดไปยังหลุมศพของพวกเธอ สถานที่ที่ทุกคนมักลืม ความงามทั้งหลายของเธอได้ใช้หมดแล้วยามที่พวกเธอมีชีวิต ชีวิตพวกท่านเช่นกัน หลุมศพทอดตามาที่พวกท่าน แต่พวกเราทั้งหลาย ก็ยังจับจ้องไปที่ความงามของเธอชั่วนิรันดร์

ข้ายังมองไป มองจนไร้สุนทรียภาพ ในห้องหับอันว่างเปล่า ข้าคุกเข่าอ้อนวอนต่อชะตากรรม

ยามที่ข้ามองไปยังบุคคลผู้มีอนาคตไกลผู้อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับข้า หัวใจข้ามักจะหวาดหวั่นใจสั่นและน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรม ต่อมน้ำตาสั่นไหวบีบคั้นอึดอัดที่หน้าอกของข้า ในห้วงกมลข้าเปี่ยมไปด้วยความโศกสลด ดวงตาของข้าพยายามจะกล้าแกร่งมาดมั่น แต่นั่นเป็นได้แค่เพียงในช่วงสั้นๆ ซึ่งอาจจะทอแสงความหวังให้ข้าได้บ้าง เป็นเพียงชั่วยามที่สั้นเกินที่จะสุมไฟแห่งความทะเยอทยานของตัวข้าเอง ข้ารู้สึกตัวว่าช่างเบาไหวกับชะตากรรมที่ต่างกันเช่นนั้น ซึ่งในบางครั้งข้าอาจชื่นชมกับฐานะการดำรงตนในสังคมของเขา มันช่างน่าอัดอั้นเหลือเกินที่ความฝันของข้านั่นเป็นได้แค่เพียงความฝันในวัยเด็ก เป็นเพียงความฝันของนักปฏิวัติรุ่นหนุ่ม ที่ตอนนี้ต้องตกอยู่ในชะตากรรมของผู้ที่ต้องหลีกหนีให้พ้นจากความหวังเหล่านั้น แสงกล้าของข้าขณะนี้จึงกลายเป็นเพียงแสงที่เป็นแสงเฉดเดียวกับแสงทั่วไป ที่ไม่อาจทอจ้าเป็นแสงสีพิเศษ ผลงานของข้าจึงไม่อาจออกมาจากชายหนุ่มผู้มีความอ่อนแอเป็นจุดยืน ข้าอาจจำต้องทนอยู่ในสถานะที่ไร้กิ่งไร้ดอกไร้ผล เพราะข้าไม่ได้หลงใหลหรือตกหลุมรักในสิ่งใดเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s