ชมดง : แด่น้ำผึ้งหยดสุดท้ายบนดาวสุกสกาวดวงนั้น

– ชมดง : แด่น้ำผึ้งหยดสุดท้ายบนดาวสุกสกาวดวงนั้น –

ดวงดาวหรือดวงตาของเธอกันที่สะกดความรู้สึกของข้า ประกายใดกันที่ทำให้ข้าหลงใหล ข้าปรารถนาบรรเลงท่วงทำนองอันปวดร้าวเคล้าความคลุ้มคลั่งที่สะเทือนไหวหัวใจ เพื่อประกายอันงามงดที่สะท้อนระยิบดาวในดวงตาอันเปรียบดั่งราตรีอนันต์ สายลมดึงดูดให้ข้าขึ้นไปสัมผัสก้นบึ้งของความรัก ความหนาวเหน็บดึงเอากาลเวลาทั้งหมด ล้มตัวลงนอนราบ สูดลมหายใจ มองดวงดาวยามราตรี ถอนหายใจ โรงละครทั้งมวลไร้ความหมาย ลมหนาวเลียบผิวกายอย่างอ่อนโยน ร่างกายสั่นเครือ ใจสะเทือนคลั่งยามที่เธอก้าวย่องเข้าขึ้นเพื่อร่วมสนทนากับโรงละครแห่งสายลม นำพาความเอ่อล้นสู่ห้วงหัวใจของข้า โอ ราตรี โปรดมอบนิทราแก่ความเหน็บหนาวเพื่อแทนที่ความเคลิบเคลิ้มเถิด อย่าเพียงกระซิบ ข้าขัดเขินดวงดาวที่คอยจับจ้องข้าอยู่ไม่คลาย เปล่งท่วงทำนองแห่งสายลมจนข้ามิอาจลุกขึ้นเชื้อเชิญ ข้าสั่นไหวครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกที่ข้าไม่เคยประสบ กวีล้นทะลักออกมาจากทรวงอกของข้า มาเถิด มาหาข้า ผสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางหมู่ดาว บรรยากาศและภูเขาโอบอุ้มเราไว้ เรามิอาจเห็นสีสันดอกไม้ภายใต้ม่านฟ้าราตรี แด่หยดน้ำผึ้ง ข้าไม่อาจเอ่ยกระซิบรักได้ หากแต่หยดน้ำผึ้งที่สะท้อนประกายดาวนั้นคือบทกวี ข้าจึงจะสามารถเอ่ยกระซิบรักได้ โอ้สายลมแห่งสักขีพยาน เพียงน้ำผึ้งหยดเดียวทำให้ความหมายของลำธารอันไกลโพ้นนั้นหวานฉ่ำและอุดม เป็นลำธารสีทองอร่ามรับกับประกายแห่งรัตติกาล

ความอัดอั้นขัดเขินทำให้ข้าไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ลมหายใจแห่งการหลอมรวมนั้นถูกแทนที่ด้วยความเหน็บหนาวซึ่งแช่แข็งความทรงจำของหัวใจที่สั่นไหวภายใต้รัตติกาลแห่งดวงดาวหยดน้ำผึ้ง เธอก้าวลงจากโรงละครแห่งสายลมสู่นิทรา น้ำผึ้งแห่งรัตติกาลของข้า โปรดอย่าให้ข้าได้เพียงโอบกอดความเด็ดเดี่ยวไว้ โปรดอย่าพรากสายลมไปจากวิญญาณของข้า เช่นนั้นแล้ว แม้กาลเวลาผ่านไปนานเท่าใด แม้ข้าเหลือเพียงโครงกระดูกปลดปลง แต่จิตวิญญาณแห่งสายลมยังคงนำหยาดน้ำผึ้งชโลมโรงมหรสพ สรรพสำเนียงแห่งรัตติกาลจะร้อยเรียงบทละคร และบรรเลงบทเพลงแห่งความเด็ดเดี่ยวสั่นคลอนกระแทกกระทั้นให้ข้าเข้าไปสู่ดวงตาประกายน้ำผึ้งอีกครั้ง โรงละครทั้งมวลจะไร้ความหมายตลอดอนันต์

คำถามปรารถนาต่อแสงจ้าแห่งดวงอาทิตย์ รอยยิ้มจากดวงเนตรยังสะท้อนแสงดาวหยดน้ำผึ้ง ลมหายใจใกล้ผสาน ข้านั่งรออยู่ใต้ร่มไม้สงบงัน เพื่อนั่งเคียงจิตวิญญาณอันเหน็บหนาวของข้าที่ได้แต่เฝ้าเหม่อฟังเสียงเหล่าต้นไม้ทอดถอนหายใจ รู้ไหม ยามที่สายลมจากจรไปจากผัสสะแห่งข้า ข้าแทบทรุดลงพร้อมรินหลั่งน้ำตาไหลนองไร้ซึ่งลมพัดให้เหือดแห้ง เป็นน้ำตาเศร้าหมองที่ยังคงเอ่อล้นไร้ความหมาย

บริบูรณ์ ข้าร่วมทอดถอนหายใจไปกับสายลม ประกายแห่งราตรีนั้นไม่อาจทำให้ข้าตื่นเต้นได้อีกแล้ว หัวใจข้าฟีบลงไร้เรี่ยวแรง ลมหนาวไม่อาจสะท้านกายข้าอีกต่อไป

เสียงดนตรีหรี่ลง ยามกวีสะเทือนไหวรับเอาความหวั่นไหวเข้ามาไว้ในวิญญาณ น้อมรับกาลเวลาที่เขาแช่แข็งมาสุมไฟให้เร่าร้อน และนำสายลมออกมาจากห้วงลึกของจิตวิญญาณเพื่อดับไฟให้มอด รอหยาดน้ำตาจากมหาสมุทรอารมณ์โปรยลงมาเพื่อปลอบประโลม และความเหน็บหนาวของจิตวิญญาณจะแช่แข็งความทรงจำของกวี เขาเดินชมดงดอกไม้หลากสี หยุดนิ่งที่ต้นไม้ สัมผัสเปลือกไม้ที่แห้งแล้ว ราตรีจะมาเยือน วิญญาณของเขาจะประสานกับดวงดาวทั้งหลาย นอนราบเพื่อให้น้ำผึ้งแห่งดวงดาวชโลมไหลลงสู่ร่าง ซึมซ่านทั่วสรรภางค์ รัตติกาลหวั่นไหว

โอ้ ทางเดินเปรียบดั่งโต๊ะอาหารยาว ร่วมนั่งเคียงโครงกระดูกมากมาย รับประทานเปลือกไม้แห้ง ดื่มเอาสายลมแผ่ว

เหลือเพียงดวงตาเหือดแห้ง เหล่าสรรพสิ่งแน่นิ่งไม่ไหวติงตามลม ดอกไม้กลายเป็นสีเทา ภุมราแห่งจิตวิญญาณมิอาจจุมพิตน้ำหวาน นกน้อยห้อยหัวดั่งค้างคาว ร้องเสียงต่ำนิ่ง กวีนอนราบบนเปลือกไม้สีเทาซึ่งร่อนเกลื่อน แหงนมองนภามืดหม่นยามราตรี ดื่มสาเกรสชาติศพมนุษย์เน่า แน่นอนกวีมิได้เมามายอีกต่อไป เขาหลั่งน้ำตาน้ำผึ้งออกมาจนหมดสิ้น ไร้ลมพัดแผ่ว ภายนอกเขาดูนิ่งงัน แต่ภายในจิตใจของเขาโหยหาความเหน็บหนาวอย่างบ้าคลั่ง เขาปรารถนาจะสั่นไหวสะเทือนจิตใจอีกครั้ง ภูเขาตระหง่านตรงนั้น ปะทุโคลนสีเทาผสมศพเน่าของอีแร้ง ไหลอย่างช้าๆผ่านดอกไม้ที่ร่อนกลีบกระจายไปทั่วแผ่นดิน ใช่แล้ว ไม่มีลำธารใดอีก แม้ดินแดนอันไกลโพ้น ก็ไร้ซึ่งลำธาร อย่างช้าๆ เขารู้สึกถึงแผ่นดินที่บีบอัดเข้ามาเรื่อยๆ เขาตระหนักว่าตัวเขาเคยมีหัวใจที่บีบอัด แต่ชั่วขณะนี้สรรพสิ่งกลับบีบอัดเข้ามา โอ แล้วดนตรีล่ะเล่า ไม่ล่ะ ณ ดินแดนเช่นนี้ ไม่เคยมีดนตรีบรรเลงท่วงทำนองใด มีก็อาจแค่เพียงเสียงนกสีเทาห้อยหัวตัวหนึ่งตรงโน้นเท่านั้น หรือนั่นอาจเป็นนกที่เขาสร้างขึ้นมาในจินตนาการเท่านั้น หรืออาจเป็นเพียงวิญญาณสุดท้ายในดินแดนแห่งนี้ เนื้อหนังที่หุ้มกายของกวี กลับกลายเป็นแผ่นกระดาษแห้งแต่ก็หลั่งเลือดใสออกมากลายเป็นภุมราตัวหนึ่งบินขึ้นไปอย่างเชื่องช้าเพื่อตามหาหยดน้ำผึ้งสุดท้ายที่อาจหลงเหลืออยู่บนดวงดาวสุกสกาวสักดวงหนึ่ง

จึงสะกดข้า โอ้ ดวงตาคู่นั้นคืออดีตของเด็กชายผู้คลั่งใคล้ดวงตาอันอ่อนหวาน ข้ามิอาจหลงใหลหากปราศจากดงสวรรค์แห่งนี้หรือ ข้าเดินเคียงข้างเธอในยามวิกาลเพื่อไปนั่งเก้าอี้บนสะพานเหนือบึงบัว ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นแสงไฟอ่อนๆกระทบกับบึงเล็กๆ และดอกไม้หลากสีใต้ม่านฟ้ายามราตรี สายลมเพื่อนข้า ข้าอาจลืมเจ้าอยู่ชั่วขณะ ประกายดาวบนฟ้านั่นเชื้อเชิญให้ข้ามอง นั่นไงภุมราบนดาวสุกสกาวสีทอง กำลังจุมพิตน้ำผึ้งหยดสุดท้าย ข้าจ้องมองอย่างสงบงัน กระทั่งแสงดาวนั่นดับลง แลบนโลกที่มีแต่ดงดอกไม้หลากสีและธรรมชาติอันสดสวย ก็ตกอยู่ในรัตติกาล แด่เธอ ดวงดาวหยาดน้ำผึ้งในจินตนาการ บนดาวชมดงแห่งนี้

 

“หัวใจอิ่มล้นเหลือเกิน ไม่เคยประสบเช่นนี้ ใจสั่นไหวให้หลั่งไหลกวี หรืออาจไม่เลยก็ได้เพราะความหนาวเหน็บนี้จะแช่แข็งความทรงจำไปอีกตลอดกาล”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s