ไม่หวั่นหวังวิกล (๑๙)

เยื้องย่างจากวิญญาณ ความงามอันเศร้าสลดแห่งผู้สิงสถิตอยู่ภายในร่างกายอันงามงด ดูดดื่มน้ำค้างแห่งรุ่งตะวันสีส้มอมม่วง ผีเสื้อแห่งความรักเกาะกุมดอกไม้ ดังว่าปีกนั้นเป็นกลีบดอกไม้สีสดสวย เงาแห่งสรรพสิ่งจางลับเป็นราตรีม่วงทะมึน บ่อน้ำพุแห้งเหือดท่ามกลางหมู่กอดอกไม้ แม้กระทั่งภุมราแห่งความนึกคิด ขนพองลุกซู่ในความตระหนกตื่นเต้น เกสรลับแห่งสายลม โปรยปลิวล่องหนลงบนหาดทรายบริสุทธิ์ ความเบาหวิวร่าเริงอย่างยิ่ง ตอไม้แห่งความระทมยังคงฝังจมอยู่ใต้ลำธารแห่งความอุดมสมบูรณ์ เถ้ากระดูกแห่งสรรพสิ่งคือเกสรแห่งสายลมซึ่งเหล่ามนุษย์สูดหายใจสู่ปอดแห่งความหม่นหมอง หญิงสาวในวัยเจริญพันธุ์ละซึ่งความงามที่ปรากฎอยู่บนสายน้ำสะท้อน เธอฝากความงามไว้กับนิรันดร์กาลของลำธาร และเสียงเสนาะของเธอ ลอยฟุ้งลับหายไปในถ้ำแห่งเสียงสะท้อน เธอเป็นใบ้ และเหล่าชายได้ละทิ้งความแข็งกร้าวไว้ทีเบื้องล่างของหุบเหว กระทั่งกล้ามเนื้อก็กลายเป็นเพียงสิ่งห่อหุ้มจิตวิญญาณอันอ่อนโยนที่ซ่อนซุกอยู่ในวารีหวั่นไหว ความหวังแห่งรัตติกาลติดร่องกับดักของพรานผู้ล่าเสียงกระซิบอันหวานหยดของนางไม้ชรา ความหวังนี้พรานผู้เหือดแห้งใช้เพื่อให้หัวใจสูบฉีดความรู้สึกอันอ่อนไหว ใบไม้บางกริบบาดผลของต้น น้ำหวานหอมจากผลโปรยสู่หลุมศพของเหล่านักบวชพิสุทธิ์ คำภาวนายังกึกก้องในกมลของพืชไพรงันงก ลิ้มไวน์รสฝาดคือจุดสูงสุด ลิ้มรสไวน์รสฝาดจากลิ้นของผู้ดูดดื่ม รำพึงภาวนาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของริมฝีปากแห่งพระเจ้า ริมฝีปากซึ่งเจือด้วยหยดแชมเปญจ์ จุมพิตพระเจ้ากระทั่งวิญญาณของเธอเยื้องย่างออกจากความงาม

ดูดดื่มน้ำค้างแห่งรุ่งตะวันสีส้มอมม่วง น้ำค้างระริกไหวคล้ายหวังจะปลาสนาการสู่ความเหือดแห้ง ไร้หยดน้ำ ไร้คราบลายแห่งความทรงจำ

โอ ช่อดอกไม้สวยสด ดอกไม้แห่งความเปราะบางและอ่อนโยน ถูกห่อด้วยริบบิ้นเงาวับ ดังเจ้าสาวผู้พ่ายแพ้ต่อชะตากรรม ข้าถือช่อดอกไม้ซึ่งเสียงดนตรีมอบให้ โดยมิอาจคาดเดาชะตากรรมของช่องามนี้ ข้ามองหาแท่นบูชาสำหรับช่อดอกไม้นอนราบนาบชิดภาพบูชาอันศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ช่อดอกงามเอ๋ย ข้ามิอาจกุมเจ้าในมืออันหยาบกร้านของข้า โปรดอภัยแก่ข้าซึ่งมิอาจครอบครองเจ้า กลีบดอกสดฉ่ำมิอาจอยู่นิรันดร์ กาลเวลาเพียงสองสามค่ำคืนเปลี่ยนเป็นช่อดอกแห้ง สีสันจางคลาย เหลือเพียงชุดเจ้าสาวที่ห่อเกสรแห่งความรวดร้าว ส่วนข้านั้น ได้แต่เพียงมองกาลเวลาอันซีดเซียวของความเปราะบางและอ่อนโยน ภายใต้แท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินแห่งดวงใจสั่นสะเทือน แตกร้าว เป็นสองฟากฝั่ง ข้าคุกเข่า ณ สวนแห่งบทกวีของพระเจ้า ก้มลงมองสู่ก้นเหวแห่งช่อดอกไม้ ริบบิ้นปลิวอย่างร่าเริง ด้วยลมปราณวิญญาณของเหล่าบุปผา กำเนิดเสียงดนตรีลึกลับ ปวดร้าว เปราะบาง ครั้นละมุนละไมและอ่อนโยน

และในจินตนาการ ข้าล่องลอยดั่งริบบิ้น ซึ่งเคยโอบรัดช่อดอกไม้อันสวยสด ดอกไม้แห่งความเปราะบางและอ่อนโยน

ท่วงทำนองทั้งหลายเป็นของใคร เหตุใดข้าไม่เข้าใจ และต้องเข้าใจ ข้าถามตัวเองและรับรู้ว่าความเศร้าของข้านั้นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าความอ้างว้าง และสิ่งขุ่นมัวใจคือชะตากรรมอันชอกช้ำและความไม่รู้ จะไปวิงวอนให้ใครเฝ้าฟังก็มิอาจ เพราะข้าคือตัวตนคนเดียว ข้าคือผู้โดดเดี่ยวและเพียงเท่านี้ข้ายังหวาดไหวในตัวเอง เพราะข้ามิอาจตามความรู้สึกของข้าทัน มิอาจรู้สึกถึงสรรพสิ่งและท่วงทำนองของโชคชะตา ในโลกอันแปลกแยกของข้า คือหนังสือในวัยเด็กที่หลอมรวมข้าจนปวกเปียก ความหม่นมืดแห่งอารยธรรมทำให้ดวงตาและจิตวิญญาณของข้าอยู่แค่เพียงในโถเลี้ยงปลาที่เหือดแห้งกลางทะเลทรายแห่งความกราดเกรียว ในจินตนาการ ข้าพูดทักทายโพล่งขึ้นมาจากโถเหล้า ข้าวิงเวียนและว่ายในทะเลแห่งแชมเปญจ์ ขาดความลึกซึ้ง มิอาจเทียบหยดหนึ่งที่เทียบบนลิ้นของศิลปิน ข้าแหวกว่ายกระทั่งพบวิญญาณนามธรรมซึ่งเป็นภาพรางๆ วิญญาณผู้มีท่วงทำนองเป็นพาหนะ เขาคือจิตวิญญาณที่ข้าโหยหาและไม่มีวันที่ข้าจะแหวกว่ายตามไปได้ โอ้จิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ใยเจ้าช่างห่างไกลจากมนุษย์ผู้จมอยู่ในมหาสมุทรแชมเปญจ์ ท่วงทำนองที่ท่านใช้เป็นพาหะ ใยท่านจึงควมคุมมันได้ดั่งม้าเชื่อง ท่วงทำนองหลอมรวมกับท่านราวกับแสงซึ่งไร้รอยต่อรอยแยกแห่งสิ่งจอมปลอม ท่วงทำนองและท่านแปรเปลี่ยนเป็นห้วงอารมณ์ และสีสันผันไปอย่างมีศิลปะ และในห้วงนั้นข้าจึงรู้ว่า จิตวิญญาณที่ข้าแหวกว่ายไล่ตามคือจิตวิญญาณอันโศกเศร้า มหาสมุทรแห่งแชมเปญจ์ระเหิดหาย ปรากฎเป็นข้ายืนอยู่ใต้หุบเหวซึ่งลึก ความหวาดกลัวและความพิกลพิการกัดกินข้า เมื่อข้าไร้ร่าง แต่ข้าก็ยังถูกผูกมัดด้วยโซ่ตรวนแข็งแกร่งที่ซึ่งจิตวิญญาณของข้ามิอาจสลัดหรือหลุดออกเป็นไทได้

รินล้างชำระโหรอุโฆษ ผู้กร้าวก้องในห้องหับลับอับเฉา ดวงตาที่สามของโหรดับลง ลมหายใจแห่งดวงดาวเขย่าเม็ดดาวทั้งหลายจนอัญมณีสีพิลึกร่วงลงสู่มหาสมุทรแห่งตัวอักษรในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของโสเภณีบริสุทธิ์ โหรมิเคยหลับใหลและบัดนี้เขาจะได้หลับใหลในนิทราชั่วคราวของแสงไกลพันล้านปีแสง นิทราแห่งคำภาวนาที่อยู่ในทุกอณูของพลังงานธิษฐาน ควันธูปนับอนันต์ไม่มีวันมอดดับ ลอยเป็นสายไม่มีสิ้นสุด ความงามของสตรีเหลือแต่เพียงซากเหี่ยวแห้งและชรา ความอมตะของความเหี่ยวแห้งได้เกาะกินสตรีที่เกิดจากครรภ์ โอ โสเภณีผู้บริสุทธิ์ในดวงตาของโหร อักษรในคัมภีร์เผยรังสีแห่งความสง่าเพื่อรักษายามที่นางเจ็บปวดรวดร้าว โอ เหล่ามัจฉาผู้แหวกว่ายในมหาสมุทรอักษร มัจฉาผู้เจนจัดอริยะภาษา มหาสมุทรคือลมหายใจ โอ ดวงดาวแห่งปรารถนา เม็ดอัญมณีคือถ้อยคำสาบานที่ถูกลมหายใจของโหรพัดเป่า คำสาบานและชะตากรรมอันสั่นคลอน ร่วงและจมในมหาสมุทรแห่งอักษร คำกร้าวก้องนั้นสั่นคลอนด้วยคลื่นแห่งความไม่แน่นอนโถมถั่งกระหน่ำน่วม โหรผู้โดดเดี่ยวในห้วงนิทราชั่วคราว เพ่งพิจเส้นลายมือจอมปลอม ที่ถูกพระเจ้ากรีดด้วยมีดเป็นเส้นโซ่ตรวนแห่งชะตากรรม เลือดจากเส้นลายมือ มือที่เคยเปล่าเปลือย แห้งไปนับตั้งแต่จิตวิญญาณยังว่ายอยู่ในครรภ์มารดา โหรผู้หลงใหลในอนันต์แห่งจักรวาลและมหาสมุทรแห่งตัวอักษร นั่งสดับคำภาวนาของโสเภณีบริสุทธิ์ เพื่อชำระเส้นลายมือแห่งพระเจ้าออกไป เป็นมืออันเปลือยเปล่า อัญมณีจะเปล่งประกายบนดวงดาวอนันต์อีกครั้ง โซ่ตรวนอันแข็งแกร่งที่หลอมรวมจากอดีตกาลแห่งจุดกำเนิดของสรรพชีวิตทั้งหลาย หลอมรวมความปวดร้าวและความไม่รู้เอาไว้ โอ ฤดูกาลใต้ทะเลลึกกำลังเริ่มขึ้น มวลมัจฉาจะอุโฆษ กร้าวก้องในมหาสมุทรแห่งอักษร ฤดูกาลที่กำลังจะมาเยือน มหันตภัยทะเลเหือด โหรรินเลือดอนันต์ที่ถูกกรีดจากมือนับจากอดีตกาลอันมิอาจเอื้อมลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรแห่งตัวอักษรในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของโสเภณีบริสุทธิ์

โอ ดอกไม้ล้านปีจากโคลนตมดึกดำบรรพ์ที่เคยถูกทับถมกัดกร่อนจากสรรพสิ่ง โรงไวน์หลากอารยธรรมกำเนิดพร้อมโรงมหรสพ ดนตรีบรรเลงแด่ผลไม้แห่งรสนิยม กลิ่นจากการคิดคนึงของผู้โอหัง ขวดไวน์ขวดที่มีรอยร้าวตั้งแต่สองหมื่นปีที่แล้ว ในโรงไวน์โรงใหม่ของแฟรงค์ เกรี่ กำลังผลิตไวน์ดำจากซากดอกไม้ล้านปี แด่สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งหมู่บ้านฟอนเฟะ ขวดไวน์ซึ่งจะรินน้ำดอกไม้แห่งความหลัง การหลั่งไหลของภูเขาหัวโล้น ฝนจากทุกฤดูกาลที่คอยเทท่าอยู่ทุกเมื่อ สายฝนที่เคยชำระแผลจากหนามของตัวเอง สายลมจากทุกทิศซึ่งเคยพัดเป็นพายุดูดกินความศรัทธาของสรรพสิ่ง ดอกไม้ซึ่งเคยสัมผัสเสียงจากเทพธิดาบนสวรรค์ และเสียงอึกทึกจากการความเถื่อนถ่อยของเหล่าอมนุษย์ ซากดอกไม้ที่เคยสดเด่นแต่ทันทีที่ถูกหญิงชราสัมผัสความงามของเข้าสิงหญิงชราให้สวยผ่อง ดอกไม้ซึ่งเคยถูกเป็นที่ของชายและหญิงพลอดรักกัน วิญญาณของดอกไม้

ราวรสชาติของซานเกรียที่คลอเคล้ากับหญิงสาวผู้เผชิญหน้ากับความลับของชายผู้เมามาย เธอจิบรสชาติของเสียงเพลงอย่างเข้าอกเข้าใจ แก้วเบียร์สนทนากับริมฝีปากของเธอ ไอเย็นที่ซ่านสะท้านอยู่รอบแก้ว หูของเธอสดับฟังเสียงน้ำแข็ง

โอ้ ดวงดาวแห่งความเหงา ที่ซึ่งข้าเคยไปเยือน ที่ซึ่งข้าไม่เคยไปเยือน ดวงดาวอันไกลโพ้น ความตายอันไกลโพ้น ดวงดาวที่ยึดครองความทรงจำอันเจ็บปวด ความตายใกล้ชิดดั่งเงา โอ้ ความรักต่อหญิงสาว ความทรมานจากเธอ ความเจ็บปวดอยู่ใต้เงาเส้นผมของเธอ น้อยใจต่อชะตากรรม ดวงดาวแห่งความเหงา ที่ข้าเห็น ยังส่องไสว ทั้งที่ ณ ปัจจุบัน ได้ลับล่วงไปกับราตรีอนันต์แห่งจักรวาล และข้าก็จำต้องสูญสลายไปอีกไม่นานนี้ ความเจ็บปวดที่คอยฉีกทึ้งความปวดร้าวของหัวใจ ของชะตากรรมอันหดหู่ ของความธรรมดาซึ่งใฝ่ฝันถึงสิ่งยิ่งใหญ่

สถานีรถไฟ ที่พำนักของเหล่าแมลงสาบยามราตรี พวกท่านเองนั่นแหละ ที่เรียกคนพเนจรว่าแมลงสาบ ไม่มีค่ำคืนใดที่โหดร้ายสำหรับคนจนอีกแล้ว ความรักเป็นสิ่งที่เขาลืมเลือน หนทางพเนจรของเขาสุดสิ้นที่หมายแล้ว สถานีรถไฟคือบ้านพักคนชรา บ้านพักคนอ่อนแอ บ้านพักคนเพนจร บ้านพักคนสิ้นหวัง และบ้านพักของทารกที่พึ่งตาย แสงสุดท้ายและนกพิราบโทรมซังกะตายพำนักอยู่ที่รัง

ผืนทะเลดำ วิญญาณฟั่นเฟือนนอนอย่างบ้าคลั่งบนเรือผุพัง ข้านอนอยู่บนมหาสมุทรที่ซึ่งมวลเมฆหมุนวนจวนเจียน หัวใจของข้าเต้นแตกระเบิดออกมาจากแผ่นอกเปื่อยปริ กระเส่าโลดสู่พายุที่กระส่ายรัดกับเมฆอันหม่นหมอง เลือดฟัดเหวี่ยงจากแรงลมร่านเราะ ชะตาชีวิตปริบางและวิกลจริต ข้าสลดสู่ภวังค์แห่งอนาถา โรยแรงพร้อมดวงตาที่ล้าหลั่น ในคืนฝันถึงความหลังที่พลั้งพลาด บดกำขยำทรวงที่ถอดรั้ง น้ำตาปริเซาะความฝันพังผุ ที่เสียดแผลแห่งใจทะยานสูง กระทืบกระทั่งคำว่าปลงสำลักพรวดจากปากอันแข็งชืด

ทะเลตาย เตียงเรือลอยลำไร้ค่าเกลื่อนกลาด ชีวิตมีค่าเพียงแค่อยู่เหนือน่านน้ำแห่งความตาย บนฝั่งนั้นคือน้ำเกลือที่เทถั่งสู่กระแสเลือดของวิญญาณบนเตียงเรือ เข็มฉีดยาคือแสงสว่างริบหรี่ เลือดป่วยคลั่ง ยังนอนขมระทมไม่ไหลเวียน คำว่ารักอ้วกกระเซ็นออกมากับอาหารของการภาวนาของคนที่รักเรา วิญญาณที่ไม่ถึงวาระพุ่งกระแทกออกจากร่างทรมาณ ข้าจะแยกร่างออกจากวิญญาณ ปล่อยวิญญาณทุกข์นี้ลอยลำไป ข้าจะเป็นอิสระด้วยตัวข้าเอง

ชีวิตนี้กำหนดด้วยหัวใจ แต่บนฟ้านั่นยังวนยังเวียนเจียนตาย เช่นเดียวกับเวลาที่ยังดำเนินเวียนไปอย่างพายุกาลเวลา ลิ้นข้ายืดยาวรัดเมฆก้นหอย รับรสพระธรรมของวัฏสงสาร หูข้าก้อง ดั่งระฆังสะท้อนจากทุกทิศเหลื่อมซ้อนไม่มีหยุด เสนาะเสียงสวรรค์จากพระเจ้าอนันตกาล

เตียงเรือลอยลำอย่างซากปลาตาย กระจายไปสู่ห้วงสมุทรอันไกลโพ้น บ้างจม บ้างรอด เป็นวิญญาณนิทราอยู่กลางมหาสมุทรแห่งความก้ำกึ่งของชีวิตและหลังชีวิต บ้างวิญญาณเกยฝั่ง รับพลังชีวิตใหม่ บ้างลอยอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ ความฝัน ความหวัง ความรัก ความทุกข์ รวมขดอยู่ที่วิญญาณแห่งความเวทนา ซึ่งสถิตอยู่ชั่วกาลคู่เมฆาและสลาตัน ที่คอยกระซวกเหวี่ยงหัวใจฉ่ำความอ่อนไหว ให้ซ่านซึมสู่มหาสมุทร มหาสมุทรในกลีบน้ำหวานดอกไม้ของลิขิตชีวิตเดรัจฉาน

ตรงมุมภาพนั้น คือหัวใจลีบล้า ข้าคือจุดสีดำบนผืนผ้านั้น เหล่าผู้คนกราบยกย่องสตรีผู้หลักแหลม ในมือของเธอ ถือกำกุหลาบหนามสีซีด เช่นเดียวกับใบหน้าของเธอ และหนามบ่มของเธอทำให้เหล่าคนหวาดกลัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s