ไม่หวั่นหวังวิกล (๒๐)

วิญญาณระทมหลับลืมรักร้าวระบม ขรึมขมฤดีของกวีกระเสี้ยน กระชากวายุหวาดเหวี่ยงแท่นศีลธรรมซึ่งปักปลงอยู่บนหลุมฝังศพของมโนธรรม บัดนี้ ริมฝีปากของกวีถูกชโลมไล้และล่วงไหลเข้าในจิต สัมผัสละเมียดเลียดไล้ เลือดรักทะลักพล่านปริแตก ซ่านไซ้ไถถูลูบแขนขา โอ้จิตใจหวาดไหว ต่อผู้มอบสัมผัสรักอันเจ็บแปลบแสบกระสัน โอ้ ข้าพยายามมองทะลวงหยั่งไปข้างในดวงตา ซึ่งแฝงความรู้สึกอันลึกซึ้ง แต่ริมฝีปากแห่งนิพพานแนบประกบความล้าหลั่น ก่อนจะหลั่งน้ำตาแห่งความปลื้มปริ่มนี้สู่อ้อมฤทัยแห่งความปิติ สูดไอกลิ่นจากรากรสเกศา ลึกล่วงเข้าไปถึงวิญญาณหยั่งคิดของนางอัปสร ข้าสูดแล้วสูดอีกเพื่อฟอกความระทมให้เลือดแห่งรักนี้ทะยานขึ้น ปรัชญาชีวิตถูกเปิดอ่านอีกครั้ง บนแผ่นฟ้านั่นบ่งบอกว่า สัมผัสแห่งดวงดาวนั้นมิอาจเอื้อมด้วยการสัมผัส ข้าพลิกแผ่นฟ้าชีวิตนี้ด้วยความเขลา แต่เพื่อหยั่งอย่างสามัญ จักรวาลจึงสั่นคลอนกล่องหัวใจให้เหวี่ยงกระเส่าอย่างดิบเถื่อน โอ้ ข้าจะวาดกวีให้ใครสดับฟัง ข้าจะบรรเลงกวีนี้ให้ใครหลงใหล นอกเสียจากเธอจะหยั่งดิ่งมุดคู้ และควักเอาสายสะดือแห่งจุดกำเนิดของข้ามาแนบใจสัมผัส

กลิ่นดอกไม้อาบไล้เปลือกนอกของความทรงจำ แก้มกลีบนี้นุ่มนอบปลอบวิญญาณ ใบไม้อุ่นโอบออบ ร่ายระบำล้ำล้วง คลึงไคล้ไต่ระดับ ร้องทำนองก้องกมล กระบวนที่สองของราเวล รีดเร้นความรู้สึกอันอ่อนไหวในดวงใจตีบเต้น ในนามของความหฤหรรษ์ อิสรภาพระเบิดออก นางอัปสรแนบอิงชิดให้เชยชม ปีกฟ้ากางออก  อาณาจักรของข้าขยายออกไพศาล บทสนทนาของลมหายใจ บันทึกลงในหน้าปรัชญาชีวิต อัปสรแหวกแผ่นฟ้า จุมพิตอ่อนโยนต่อค่ำคืนเดือนพฤศจิกายน

ลมหายใจแห่งความยุติธรรมสิ้นความหมายต่อหน้าเถ้าชะตากรรม บุปผาสะเทือนลึกถึงรากเหง้า ธงทิวหวิวอ่อนแรง จิตวิญญาณขาดวิ่นแฝงในความขลาดของดวงตา บทสนทนาอันจืดชืดในซอกเร้นของเมืองหมอง ควมลับอันยิ่งใหญ่ของบุปผาผู้โชคร้าย ครอบครองความลับด้วยสาหัส สลับแลกกับความเจ็บปวดเพื่อฤดูกาลของภาพลวงตา ในกระจกใสของโชคชะตาอาจหม่นเนื่องด้วยหมอกระบมแห่งกาลฤดู ความหนาวเหน็บแทรกตัวอยู่ในหลืบเร้นของจิตใจ ความเด็ดเดี่ยวอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอพร้อมเขวี้ยงกระจกแห่งฤดูกาลนั้นทิ้งเสียในลำธารแห่งความเป็นนิรันดร์ ภาพลวงตาได้ทลวงไปถึงศีลธรรมอันซีดเซียว ปรัชญาชีวิตถูกฉีกทึ้งอีกครั้ง แผ่นฟ้านั้นเต็มไปด้วยกระจกหลายบานที่ลอยล่อง ความเข้าใจแห่งสรรพสิ่งได้เริ่มต้น ณ จุดนี้ ในความอยุติธรรม ความรักได้หล่นใส่ผู้โชคดีทั้งหลาย เธอผู้เขวี้ยงกระจกแห่งชะตากรรมด้วยความเด็ดเดี่ยว กัดชิ้นเนื้อของโลกจอมปลอมทิ้ง ขอให้เธอได้ลมหายใจแห่งความยุติธรรมเสียที เธอจะพบกระจกที่เธอเขวี้ยงใส่ห้วงน้ำนิรันดร์นี้อีกครั้ง เธอจะส่องมันดูตัวเอง เธอจะพบความอยุติธรรมบนใบหน้าอันเหี่ยวชราของเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เธอจะหัวเราะร่าเพราะบุปผาได้โรยร่วง และพบว่าจิตใจของเธอได้พบคำตอบบนแผ่นฟ้านั่นได้หรือยัง กระจกที่ลอยล่องจะหายลับไป เธอจะเห็นดวงดาวทอแสงประกาย เธอจะได้สูดลมหายใจจากสรรพสิ่ง บนแผ่นดินนี้ เธอยังมีรัก เธอจะพลิกกระจกด้านที่เธอใช้ส่องตัวตนให้แก่ผู้แร้นแค้นต่อชะตากรรม บุปผายังคงคุณค่าต่อแผ่นดิน ดวงตาของเธอจะอ้าโตไม่เกรงขยาดต่อชะตากรรม ไม่เกรงกลัวต่อชนชั้นที่กดทับ เธอจะยืนบนศักดิ์ศรีของความเป็นจริง เธอจะเป็นจุดกำเนิดของลมหายใจแห่งความยุติธรรมของเธอเอง ศีลธรรมอันซีดเซียวและหมองเศร้าจะเป็นปราการแด่โหราจารย์ผู้บอกเล่าความลับของสรรพสิ่ง เธอจะไม่หวั่นไหวต่อคำทำนายซึ่งเป็นกระจกซ่อนความลับของตนเอง ขอเธอจงมองไปที่ร่องยับบนอายุขัยของชีวิต จงจินตนาการไกลล้ำไปถึงความรู้สึกนึกคิด ไกลล้ำไปสุดขอบศีลธรรม เป็นอินทรีย์กลางหาวที่ไม่ยำเกรงต่อมหาสมุทรแห่งโชคชะตา โอ้บุปผาน้อย ผู้ซ่อนกลิ่นเฉาไว้ในวิญญาณแห่งมรสุม

สำเนียงและดวงตาแห่งสุคนธ์ได้นำข้าให้แหงนมองขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงจันทราสีฟ้าเปล่งลำธารละมุน โอ้ สกุณาของเจ้ายังหลับใหลในราตรีแห่งฤดี แล้วข้าละหรือ ข้าคือนภาไพศาลที่จะให้เจ้าได้โบยบิน ข้ามีปุยเมฆให้เจ้าเอนอิง ราตรีกาลข้าจะเป็นแสงลับอันอบอุ่นในพงไพร

รัตติกาลริมหาดทราย แสงสลัวลาดไล้เลียดละมุน คลื่นหฤหรรษ์อ่อนโยนชำระจิตวิญญาณของข้าให้เปล่าเปลือย ข้าพริ้มพรายใต้ห้วงนิทราจันทร์ หลับตาเข้าสู่ภวังค์ภาพ ราตรีนี้ฉ่ำชโลมด้วยหยาดพิรุณแห่งสรวงสวรรค์ ข้าซ่อนยิ้มอิ่มอกไว้ในใจ คลื่นสมุทรกวัดเกลียวรัดรึงหัวใจข้า กลิ่นลักษณ์เฉพาะไสวคลื่น ดูดรั้งข้าให้ด่ำไปในห้วงลึกแห่งมหาสมุทรรัก โดยมิหวั่นเกรงต่อภยันตราย เนื่องด้วยสัมผัสที่ไต่ระดับอย่างอ่อนไหวนี้ทำให้ข้าเหมือนดั่งเด็กน้อยในอ้อมอก สลับห้วงให้ราบสงบลึกล้ำดื่มด่ำด้วยความอ่อนไหวและด้วยการสัมผัสดั่งยอดฤทัยนี้ ข้าจึงมุดคู้อยู่ในหลืบเร้นแห่งนิพพานนิทรา เพ่งพิจารณาธรรมชาติอันสดสวย เอนอิงอย่างสบายใจปลอดภัย ทันใดความเร้นลับของความรู้สึกนั้นเผยออกมาผ่านริมฝีปากแห่งสักขีพยานแห่งห้วงมหรรณพ หยั่งรสลิ้มจุดสุดยอดของความเร้นลับ  ผ่านบทสนทนาของบทรำพึงอันสั่นไหวของข้า  รัตติกาลริมหาดทรายจารึกความหวั่นไหวในเกลียวคลื่น มหาสมุทรโถมกระหน่ำข้า ขณะที่ข้าเองก็ร่วมประสานบทเพลง กระทั่งเป็นกระแสเสียงหลอมรวมเป็นมหาสมุทรแห่งรัตติกาลเดียวกัน ลมหายใจแห่งสัญชาติญาณก็พ้องพลิ้วไปด้วยกันในจังหวะสะเทือนไหว สะเทือนคลั่งพลังคลื่นโหมกระหน่ำหลั่งบทกวี ข้าจะพบรักอันดื่มด่ำในห้วงนิทราสมุทร นอนราบมองแผ่นฟ้าปรัชญาชีวิต ปรัชญาแห่งบุปผางาม แม้ทุ่งนี้จะราบสงบไปแล้ว ในดวงใจอันอ่อนไหวก็ยังรำพึงถึง สั่นคลอนอย่างบ้าคลั่ง ข้าจะหลั่งรสบทกวี และปรารถนาดูดวิญญาณรักจากริมฝีปาก จุมพิตบทกวีที่ซ่อนอยู่ในลำธารสวรรค์ สูดดมฝ่ามือและสัมพันธ์สัมผัสประสาน จะร่ำทำนองใต้โสตประสาท ปลดปล่อยปักษาในกรงอันร้อนรน ให้โบยบินอิสระ กระพือเขย่านภาคลอนคลั่ง วิญญาณแห่งปักษีทั้งหลายของข้ารับรู้ถึงเส้นประสาทและเลือดที่สูบฉีดของโลก เข้าซึมสู่ชีพจรแห่งความซาบซึ้งร่วมกัน แล้วพิรุณแห่งบุปผาจะโปรยฟุ้งความหฤหรรษ์ ความลับทั้งหลายจะจางลับไปอย่างอ่อนโยน ดั่งสายลมพริ้วไหวที่จุมพิตกระซิบเสียง ดั่งดวงระยิบบนราตรีที่คลายลับไปในห้วงแสงสลัว ความลับจะลับลา จนไม่อาจเข้าใจได้ถึงความหมายของความลับ ในนิทราอันลึกซึ้ง เราจะพบห้วงฝันของความเป็นหนึ่ง เราจะพบนิพพานซึ่งทอประกายความหมายอยู่ที่กลางนามธรรมแห่งจิตใจ เราจะร่ำร้องสรรเสริญความเป็นอนิจจังร่วมกัน ภายหลังจากบทกวีหลั่งรสออกมาหมดสิ้น

โอ้ แล้วในห้วงยามปรารถนา บทเพลงแห่งพระมารดาพรหมจารีย์ซึ่งสถิตบนแท่นบูชาในห้องสลัว ข้าคงได้แต่คุกเข่ารำพึง สั่นไหวในดวงฤทัยอันอ่อนแอ หลั่งบทกวีเคล้าความระทม ข้าคงหวั่นไหวสับสน โอ้พระคัมภีร์ซึ่งข้าจะเขียนขึ้นมาใหม่นี้ กาลเวลาจะแน่นิ่ง บทเพลงจะถูกร่ำร้องโดยสตรีจากแดนดินที่ถูกสาป โคลงกวีจะถูกร้อยใหม่ในคัมภีร์โดยพวกนาง เพลงประสานความโศกระทม ไร้ซึ่งความหยาบกร้านและคำสบถใดๆ นางจะร่ำร้องกับสกุณาที่ถูกปลดปล่อยออกจากกรงอิสรภาพ เป็นคัมภีร์แห่งความทุกข์ระทม คัมภีร์แห่งบุปผาเน่า

ราตรีเปิดม่านคลุมแห่งความสงสัย ความเยียบเย็นของหยาดพิรุณ ทำให้เก้าอี้แห่งความสงบนี้ถูกรื้อถอนทิ้ง เป็นซากไม้ซึ่งปลวกแห่งความวิกลได้กัดกินไปเสียจนหมดสิ้น ข้าจะแหวกม่านราตรีนี้ และจะดื่มด่ำกับลำธารซึ่งไหลล่องความพิศวงนิรันดร์ ไออากาศบริสุทธิ์ได้แผ่ไปทั่วสถานแห่งความพินาศ ลำเรือพินาศนี้บรรทุกสตรีจากดินแดนที่ถูกสาป หลับตาลงเพื่อรับฟังเสียงพิรุณพิสุทธิ์นี้กระทบลำเรือเป็นจังหวะแห่งมวลมนุษยชาติ พิศวงนาวานี้หวังจะเทียบธาราแห่งความพิศวงนิรันดร์ของข้า โอ้ บทเพลงแห่งมารดาพรหมจารีย์ โปรดชำระล้างวิญญาณของกวีนี้ด้วย เนื่องด้วยข้าหวังจะเป็นดั่งนาวาพิสุทธิ์และไร้ความนึกคิด

ข้าพเนจรไปในมหาสมุทรยามราตรีนิรันดร์นี้ ล่องเรือเพื่อความหมายที่สถิตอยู่ดวงดาวประกายที่มิได้ทอมานานแสนนาน ระหว่างนั้น กระจกแห่งชะตากรรมซึ่งปรากฎอยู่เหนือผิวน้ำอันเรียบสงบ ข้ามองล่วงลึกลงไป และหวังจะหยิบขึ้นมาให้พ้นน้ำ ข้าพบศพสตรีมากมายลอยเกลื่อน วิญญาณได้ทิ้งร่างอันสดสวยของพวกนางไปแล้วสิ้น คัมภีร์แห่งมลทินของพวกนางละลายแผ่ความหมายไปทั่วทั้งมหาสมุทร โอ้ มหาสมุทรเวทนา ข้าล่องลำเรืออยู่เหนือมลทินของนาง คลื่นวิกลบิดเกลียวกลัดกวัดความปรารถนาของข้าสลัดสิ้น บทสนทนากับคัมภีร์หลอมรวมนิรันดร์ หยาดพิรุณผ่อนพัก ข้าล่องลำเรือกระทั่ง มหาสมุทรนี้เหือดแห้ง ก่อหุบเหวลึกลงสุดจินตนาการ นภานี้ไร้ซึ่งแสงอรุณ หากแต่ยังคงมีระยิบดาวไกลลิบ ใต้ผาลึก ในทิวาราตรีอนันต์ ข้าสถิตอยู่กับซากศพของเหล่านางซึ่งวิญญาณไม่อาจหวนคืน แต่อินทรีย์มิเปื่อยเน่า หากยังคงความสดสวยไว้ดั่งผลไม้สุกซึ่งไม่มีวันเน่าเปื่อย แต่มิอาจรับประทานเข้าไปได้ เนื่องจากหากข้าปรารถนาจะเด็ดผลไม้เหล่านั้นเพื่อรับประทานแล้ว วิญญาณของข้าก็จะกระชากหนีออกจากตัวข้า ณ หุบเหวที่ซึ่งข้าอาจจะเหลือเพียงซากไร้วิญญาณ ส่วนข้าประหวั่นนึกถึงวิญญาณที่หลุดกระชากไป เกรงกลัวว่าสัญชาตญาณแห่งวิญญาณนี้จะไปสิงสู่ร่างซึ่งมิได้มีความสงสัยเช่นเดียวกับข้า โอ้ นิรันดร์นี้ ข้าจะมองเหล่านางเปล่งปลั่งแต่ไร้วิญญาณชั่วกาลปาวสาน

จงร่ำไห้ออกมาเสียให้หมดสิ้น ไหลรินความสับสนทั้งมวลออกมา หลั่งความปรารถนาจนธาราแห่งความสงสัยนี้เหือดแห้งไป จงสำรอกสบถความกระเสี้ยวกระเสี้ยนออกมา จงเอาลมอันปรวนแปรออกมาให้หมดสิ้น ขับเสียงร่ำร้องออกมาจนท่วงทำนองแห่งความงามจางลับไปจากริมฝีปาก จงขับสิ้นซึ่งความกระหายที่อยู่ภายใต้หัวใจที่เต้นกระเส่ากระส่ายอย่างเดือดร้อน จงขับสิ้นซึ่งทุกสิ่งหวังออกไปเสียไปจากจิตใจ จงขับสิ้นซึ่งการหยั่งเห็น ควักดวงตาแห่งการใหลหลงให้เลือดพล่านพุ่ง จงขับสิ้นเสียทุกอย่างจนสิ้นหวัง กระทั่งความสงบแห่งจิตวิญญาณนี้จะบังเกิด ดวงดาวที่ทอระยิบความหวังอยู่บนฟากฟ้านิทราราตรีนี้ เป็นดวงระยิบแห่งความหลอกลวง ปีกแห่งอิสรภาพมิอาจโบยบินได้นับแต่วันจุติบังเกิดจากมหาสมุทรของมารดา แม้วิญญาณที่จินตนาการนี้ ก็เพียงแค่โบยบินด้วยจินตนาการอยู่ชั่วกาล ไม่มีวันที่วิญญาณนี้จะโบยบินขึ้นเอื้อมจับแสงระยิบนั้น หากแต่เจ้าควรนิ่งเสีย แล้วรับรู้แสงที่ส่องประกายอยู่นับนิรันดร์ รับรู้เสียซึ่งแสงที่ไม่มีวันดับลง รับรู้เสียซึ่งแสงที่หลอมรวมเป็นหนึ่งกับสายลมแห่งความปรารถนา รับรู้เสียซึ่งว่า ดาวนี้ยังคงค้างฟ้า แล้วเราจะอยู่ภายใต้ราตรีตลอดนิรันดร์ไป จิตวิญญาณของเจ้าแม้มิอาจโบยบินภายหลังจากที่กระชากลี้จากอินทรีย์ของเจ้า ให้รับรู้ว่าวิญญาณเหล่านั้นจะถูกดูดกลืนจากแสงนั่นไม่มีวันหวนกลับ รับรู้เสียเถิดว่าความปรารถนาของเจ้าที่จะเอื้อมแสงดาวนั้น แท้ที่จริงแล้ว แสงแห่งจันทรานี้จะครอบงำวิญญาณหลังความตาย แสงนี้จะปลั่งสุกยิ่งขึ้น ความปรารถนาที่จะหลั่งบทกวีแด่มหาสมุทรนี้ มหาสมุทรแห่งหยาดน้ำตา หยาดน้ำตาจากบทกวีแห่งเพลิงไฟปรารถนา

ระรัวระริกไหวประหวั่น รำพันพิศวงพิศวาสทรวง พินิจพิถันพิลั่นสับสน กระวนกระวายกระหวัดกระเหวี่ยง โอ บทรำพึงสดุดีพันพจน์ผัสสะคล้องคล้อยสายสัมพันธ์แห่งหยาดสวรรค์ โอ ท่ามราตรีแห่งการแลกรสความสับสน คลื่นแห่งความทรงจำกระโหมซัดห้วงมหรรณพอันร้อนเร่า อัคคีเพลิงภมรอ่อนโยน พร้อมพรั่งหลั่งวิญญาณอันอบอุ่น พลันสูดสุคนธรสเกศาแลรสอินทรีย์การุณย์ จุดเพลิงดับความเหน็บหนาว เลียดประโลมหยาดน้ำตาที่ซ่อนอยู่ที่หางตา คลื่นโหมเสนอเกศาแห่งความทรงจำ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผลาญวิญญาณไห้ ข้าน้อมรับจากทรวงใน ฝังลึกความทรงจำ อุดมคติแห่งการโอบกอด ประหนึ่งกัลปาวสาน ได้ไหมให้ข้าดึงม่านหมอกปกคลุม เพื่อให้ราตรีทรงจำนี้เป็นอนันต์ วิญญาณสอง จุดไฟอ่อนโยนในราตรีนิรันดร์ ใต้เปลือกตาอันดื่มด่ำ โลกภายนอกคือเมรัยแห่งความเป็นจริง ซึ่งข้ามิปรารถนาพึ่งเมรัยแห่งอรุณรุ่ง จึ่งระริกไหวประหวั่น ร่ำดื่มลำธารพิสุทธิ์ ล่องลำเรือในกระแสธารแห่งอนธกาล รสคลั่งแห่งการหลั่งบทกวีนี้เทียบค่าไม่ได้ หากแต่มหาสมุทรนี้จะหลั่งลำธารแห่งอุดมคติออกแผ่ขยายไม่สิ้นสุด เพื่อน้อมจิตคารวะมหาสมุทรผู้มอบคลื่นรักแด่หาดทรายอันเหือดแห้ง ให้หลั่งรสกวี มอบหยาดน้ำตาพิสุทธิ์สุดซึ้งแด่จักรวาล

เพื่อพเนจรร่ายปีกอิสรา ข้าขอพักนางยอดฤทัยไว้ในที่เร้นลับแห่งจิตใจ ข้ามุ่งผงาดสู่หนทางแห่งสายเลือดจักรวาล ไปเยือนย่ำสัมผัสประหลาดถิ่น ยามข้าพัก ข้าเพรียกหาความสุขจากนางยอดฤทัยผู้น้อมจิตเข้าใจธรรมชาติแห่งพเนจร ข้าประจัญตัวตน นำพาสายลมแห่งความชรา ส่วนนางผู้เข้าอกเข้าใจ จะเป็นอมตะให้ข้าพกเพ้อไปตลอดกาล ส่วนข้าอาจหลงลืมไปบ้าง แต่นานาพันธุ์แห่งสรรพสิ่ง จะประโลมสีสันแก่เรา ไม่ว่าจะพเนจรไปยังหนแห่งใด สายใยแห่งความพันธ์ผูกคงเติบโตไปพร้อม ปีกทยานจักรวาล

ข้าร่ำเมรัยแห่งรัตติกาล
ข้าโหยหาจิตวิญญาณแห่งรัตติกาล
ข้าควานหาอุดมคติแห่งสตรี
ข้าล่วงลับในรสเมรัยแห่งความฝัน
ข้าร่ำเมรัยสูดกลิ่นแห่งความปรารถนา
ข้าบรรเลงท่วงทำนองอันปวดร้าวภายใต้รัตติกาลอันสั่นไหว
ข้าล่องเรือลำโดดเดี่ยวในมหาสมุทรเมรัย
ข้าสัมผัสความเป็นจริงจากฝ่ามือของมหาสมุทร
ข้าสูดความผิดหวังใต้กกหูแห่งสายลมประเลง
เธอคือใครในจิตใจอันตรากตรำ
เธอหรือคือผู้ปรุงรสเมรัย
เธอคลุกเคล้ารสชาติอันขมขื่นด้วยฝ่ามือแห่งความทุกข์
เธอคือผู้กุมนาสิกของข้าให้ไร้รส
เธอผู้ยื่นสลับความอ่อนไหวของหาดทราย
เธอดูดวิญญาณพิสุทธิ์
เธอโหมกระหน่ำคลื่นปรารถนา
เธอกุมชีวิตและระบายสีอารมณ์ของข้า
เธอทิ้งคลื่นที่ซัดสู่ฝั่งนิรันดร์
สิ้นสุดที่แท่นหินบัญญัติตระหง่านกล้า
เมรัยแห่งรัตติกาล
หรือรสร่ำแห่งสัจธรรม?
หรือใครกันที่หลั่งรมย์ฤทธิ์เมรัย?

พินาศทลายทะเลลวง ใต้คลื่นตวัดตลบรัด เสียงซัดกระหน่ำพร่ำคำรัก มอบพิรุณสวาสทิ่มแทงสุดหยั่งหัวใจล้าหลั่น มิวายข้าอภัยประโลม ขอโอบความระทมไว้ตรม ทะเลตรอมโหมพายุชีวิต โชคชะตาพรากครึ่งลมหายใจไปจากฟากฟ้า ถนอมบุตรใต้ก้นบึ้งสายสัมพันธ์สุดปรารถนา ตรากตรำไม่หวั่นท้อต่อดวงเนตรแห่งอรุณรุ่ง คืนค่ำแห่งสลัวชีวิตสอง ท่วงทำนองพ้องลมประสานทรวง ขออภัยโทษต่อฟ้าชะตาชิด ข้าดื่มร่ำพิสุทธิ์เมรัย รำร้อยท่วงท่าปะทะมรสุม เปล่งสุ้มเสียงภุมราก้องฤดีแปลบแสบเสียดกมล คัมภีร์นี้จะร่างนามธรรม จารึกความลับซึ่งประทับอยู่ทุกหน

ใบไม้หวิว อ่อนอารมณ์ ว่อนอาภรณ์ เปลือยเปล่าปลง ระฆังดำ ตีก้องหุบเหว เปลวไฟไหวดับ จิตวิญญาณลับ ขับเลือดที่ฝังแน่น ในบาดแผลของวิหค

ดวงดาวร้อยเรียง โยงระยิบโคลงกลอน วูบไหวสั่นคลอน แต่นิ่งงันในดวงตากวี
ทะเลคำราม วิหคประสานทำนอง ลมหวิวพ้องพลิ้วสำเนียงคลื่น แต่เงียบงันในโสตของกวี
ท้องทุ่งผกาผ่อง รับสีสันจากวันคืน พริ้วภมรตอมผสมเกสร แต่พลันลับใต้ม่านตากวี
กวีปรากฎร่าง เปลือยเปล่าปลงตรงหน้าภูผาแห่งสัจธรรม วิญญาณขาดสิ้น เหยียบย่ำตุ๊กตากวี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s