ดอกแอพริคอตในคืนจันทร์กระจ่าง

 

ร่ำด่ำไวน์แดงใต้จันทร์สะท้อนคลื่นทะเลกระจ่าง ราตรีสีทองกระโหมความเหน็บหนาวแห่งท่วงทำนองอ่อนโยน พัดสะเทือนข้าให้วูบไหว อารมณ์อันเปราะปริของท่วงทำนองเดือนพฤศจิกายนถูกบรรเลงบนสายไวโอลินแห่งจินตนาการ และคลื่นสำเนียงแห่งแสงจันทร์นี้เปล่งก้องกล่อมอารมณ์รัก วิญญาณของข้าบิดเบี้ยว จิตใจข้าขดเกลียวความระทม กระทั่งฤทธิ์เมรัยได้มอบความกล้าหาญแด่ริมฝีปากใบ้ ร่ำหลั่งความปรารถนานี้ให้ขจรไปทั่วรัตติกาล แด่สาวน้อยผู้ไร้เดียงสาของข้า ได้โปรดเถิดความเหน็บหนาว โปรดพรากความรักด้วยแสงสว่างแห่งอรุณรุ่ง ให้ข้าลิ้มความรวดร้าวของสายลม และลงเรือทะมึน หลับไปในราตรีแห่งความปวดร้าวนิรันดร์

ความโหดร้ายของการพบเจอคือการพลัดพราก ข้าสูดเอาความเป็นจริงเข้าไปในหัวใจ เพื่อข้าจะดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้ แต่ทว่าสายลมและกลิ่นอันหอมหวลสะกิดข้า ให้หลับไปในภวังค์ในที่ซึ่งความฝันได้ถูกบรรจุอยู่ในโลงศพที่ไร้ความขัดเขิน ข้ายิ้มร่าและหัวใจกระปรี้กระเปร่ายามที่นิ้วของเธอสะกิดที่ไหล่ของข้า เธอเรียกชื่อข้า กระทั่งในโลงศพนี้สะท้อนก้องด้วยเสียงเพรียกของเธอ ข้าสูดกลิ่นของเธอ ขณะที่เธอยิ้มอย่างจริงใจ และส่งรัศมีแห่งความรัก ทันใดลมหายใจประทับอยู่ที่รอยยิ้มแห่งความสุขใจ “กาลเวลานี้จะเป็นอนันต์”

ความฝันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นมรสุมอันแปรปรวน ข้าจมลงไปในคลื่น สำลักแสงแห่งความหวัง เป็นซากปลาเน่าซึ่งจะย่อยสลายไปกับโชคชะตา ราตรีนี้ยังคงลึกลับและยังคอยทำร้ายข้าอยู่ทุกขณะ และหากข้าฝันในหลุมศพแห่งสายลมของความเหน็บหนาว ใต้แสงจันทร์กระจ่าง แผลในใจของข้าก็จะปริออก และหญิงสาวเอ๋ย เธอจะได้เห็นวิญญาณซึ่งร่ำไห้อยู่เป็นนิจอยู่ที่ปากแผล จงดื่มน้ำตาของกวีเถิด แล้วเจ้าจะเข้าใจความสวยงามของสัจธรรม, สีสันของดอกไม้, ความไพเราะของสายลม และความเจ็บปวดของมนุษย์ แต่ทั้งหมดนี้ข้ามิได้อยากให้เจ้าเข้าใจหรอก ข้าจะให้เจ้าไร้เดียงสาและพบโลกของเธอเองด้วยการพรากข้าไปเสียก่อนที่ราตรีจะร้องตอบทำนองของข้า แต่ข้าขอฝากน้ำตาของข้านี้ที่ค่ำคืนมหาสมุทรคืนนั้น ซึ่งบัดนี้มหาสมุทรทั้งหมดคือน้ำตาของข้า หากเจ้าอยากพบกับความรักอีกครั้งหนึ่ง จงแตะคลื่นน้ำตาของข้า ใต้แสงจันทร์กระจ่างฟ้า

จิตใจของข้าอ่อนแอยิ่ง จึ่งออกตามหาราตรีปรารถนา ในความมืดมิดนี้ ข้าได้แต่จินตนาการ เธอคงอ่านบทกวีเซน ข้ามองออกไป เห็นจันทร์ซึ่งไม่กระจ่างดั่งคืนอันแสนพิเศษ นั่งร่ำไฮกุตะกุกตะกัก ข้าดำเนินไปเรื่อยอย่างเปล่าเปลี่ยว วิญญาณข้าคลั่งขดอย่างทรมาน

การสนทนาอันแสนสั้น ทำให้ข้าอึดอัดและจมปลัก ความปรารถนาถูกกดทับอยู่บนกระดาษ ซึ่งจะอยู่อย่างไร้ความหมายนิรันดร์ ข้าแหงนขึ้นบนฟากฟ้าราตรี ก็มีแต่เพียงเสียงถูกเรียกจากเธอเพียงเท่านั้น ทั้งที่ริมฝีปากของข้าไม่เคยแม้จะเอ่ยชื่อของเธอให้เธอได้ยินสักครั้ง ท่วงทำนองของบทเพลงจึงเป็นเสียงที่เธอเรียกข้า และเสียงสุดท้ายของบทเพลงคือเสียงที่ข้าจะเรียกหาเธอ เสียงนี้จะก้องไปในความฝัน รอยยิ้มและกลิ่นลักษณ์ของเธอ สัมผัสอันอ่อนนุ่มที่กระทบแก้มของเธอนั้น ทำให้ข้าอยู่ในห้วงเสียงวิบราโต้ของไวโอลินแผ่วเบาและหยุดกาลเวลา เป็นช่วงที่มวลเมฆลอยบดบังแสงจันทร์ชั่วขณะ ความเหน็บหนาวได้เติมเต็มเข้าไปในกระแสลมแห่งความสับสน ภาพแห่งความปิติกลับกลายเป็นราตรีสีเทาที่ไร้ทัศนียภาพ เหลือเพียงข้าคนเดียวในโลกแห่งความเป็นจริง
และการสนทนาอันแสนสั้น ทำให้ข้าบ้าคลั่งในเรือกลางมหาสมุทร ข้าบรรเลงบทเพลงเพื่อรอแสงจันทร์กระจ่างอีกครั้ง อารมณ์อันบิดคลั่งของข้านั้น จะขดเกลียวความสูงส่งของความรักให้ปวดร้าวยิ่งขึ้น บทกวีและท่วงทำนองจะรัดรึงรัศมีแห่งค่ำคืน แสงสีทองของคลื่นที่ชายฝั่งจะบรรเลงท่วงทำนองของข้าด้วยความอ่อนไหว มรสุมรักนี้จะก่อตัวเป็นพายุดูดแสงจันทร์ให้ดับความคลั่งไป เหลือเพียงซากเรือวิญญาณข้าและดวงจันทร์อันแห้งเหือดที่ตกอยู่สุดลิบตา การสนทนาจะแหบเหือดเหลือเพียงสายลมอ่อนๆของจินตนาการอันเพ้อคลั่งนิรันดร์

ข้าจะกล่าวสิ่งใดต่อเธอ ลมหนาวเพิ่งจะมาในวันสุดท้าย ลมนี้คว้านเอาความรู้สึกลึกๆข้างในออกมาให้ข้าได้สนทนากับตัวเองอีกครั้ง ยิ่งข้าคลั่งบนเรือแห่งความรักกลางมหาสมุทรอันโดดเดี่ยวนานเท่าใด ริมฝีปากของข้าก็มิอาจพ้องพลิ้วเนื่องด้วยความเหน็บหนาว บทเพลงจุมพิตอันศักดิ์สิทธิ์เสนาะเสียงไปกับความไร้เดียงสาของวันวัย ความปรารถนาอันดีของปลาน้อยในมหาสมุทรจะอวยพรต่อความงามของแสงจันทร์ ข้าจะสงบลงเมื่อเรือทะมึนเทียบชายฝั่งดวงใจ ก้าวลงจากเรือเมื่อรุ่งอรุณเปล่งบทเพลงไวน์แห่งทูตสวรรค์ มือของข้าผายออก มองออกไปยังมหาสมุทรอีกครั้ง คลื่นน้ำตานั้นแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นปิติ ข้าวิ่งอย่างร่าเริงไปยังชมดง เพื่อสูดกลิ่นดอกไม้ยามเช้า สูดลมหายใจแห่งความฝัน นั่งรำพึงบนเก้าอี้ไม้ กระซิบต่อดอกแอพริคอตในสวนแห่งความลับ พร่ำพรรณนาสลับจุมพิตอย่างอ่อนโยน ข้าทะยานพร้อมดอกแอพริคอตขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า พลันเป็นขนนกเบาหวิว ซึ่งจะลอยทะยานไปในหมู่เมฆ กระทั่งในเวลากลางคืน ก็ร่วงลงมาบนผืนมหาสมุทร ใต้รัตติกาลกระจ่างจันทร์ จะลอยอยู่ในห้วงเวลาแห่งความฝัน คลื่นสมุทรก็มิอาจพัดขนนกแห่งความรักนี้ไปกระทบฟากฝั่งแห่งความจริงได้ กระทั่งแผ่น้ำตาแห่งความปิติไปทั่วทั้งมหาสมุทรเป็นอนันต์ตราบนิรันดร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s